วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

การเคลม ประกันรถยนต์ (ตอนที่ 3)



     บางที รถเราทำประกันชั้น 1 มา 3 ปีติดต่อกัน ไม่เคยเคลมเลย พนักงานเคลมยังเคยถามเลย พี่จะเคลมรอบคันมั้ย อะไรแบบนี้ ผมเจอหลาย ๆ บริษัท มักพูดเกริ่นแบบนี้  ซึ่งการเคลมลักษณะนี้ เรียกว่า การเคลมแห้ง  แต่ทั้งนี้ การเคลมแห้ง มันก็ต้องดูความเป็นไปได้ กับ ร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ ว่ามันสมเหตุสมผลไหม ไม่ใช่ว่า จะเคลมเพื่อหนีค่า excess อย่างเดียว แต่ไม่ดูอะไรเลย

     เช่น รถโดน Taxi เบียดมา ประตูบี้เลย สี เขียว เหลือง ยังติดอยู่ที่ประตูเป็นแถบ แต่คุณไปบอกประกันว่า เบียดประตูบ้าน  มันก็ยากจะเชื่อครับ เพราะร่องรอยมันฟ้องอยู่แล้วว่า มีสี เขียว เหลืองติด นอกจาก ประตูบ้านคุณจะทาสี เหลือง เขียว มันก็อีกเรื่องนึง แต่ผมว่า มันยากนะ สำหรับ การเคลมแล้วมี สีรถคันอื่นติดอยู่ แล้วเราบอกว่า เฉี่ยว ต้นไม้ เสาไฟฟ้า อะไรแบบนี้  จริง ๆ เรื่อง วัน เวลา ส่วนใหญ่ อย่างที่ผมบอกข้างต้น ว่า บางที พนักงานเคลม เขาก็ เป็นผู้บอกให้เราเขียนตามที่เขาบอก

     แต่ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่า มันจะมีผลอะไรหรือปล่าว หากไม่แจ้งเป็นระยะเวลานาน ๆ จน ลักษณะรอยแผลมันเปลี่ยน เช่น รถโดนเบียด จนสีหลุด ผ่านไป 2 เดือน สนิมขึ้น แล้วคุณไปเคลม คุณบอกว่า เพิ่งเบียดมาเมื่อวาน มันก็ดูแปลก ๆ ว่า ทำไม สนิมขึ้นได้ขนาดนั้น    
จริง ๆ แล้ว หากเป็นไปได้ ควรรีบแจ้งเคลม จะดีที่สุดครับ หรือ ง่าย ๆ ก็ โทรเข้าไปแจ้งที่บริษัท ประกันเอาไว้ก่อน เพื่อที่เขาจะได้ออกเลขไว้เป็นหลักฐานครับ ว่าเราเกิดเหตุวันนี้ อะไรแบบนี้ 
แต่ จริง ๆ แล้ว ถ้าร่องรอยนั้น มันทิ้งไว้นานได้ เช่น กันชนซึ่งเป็นพลาสติกครูด สีหลุด กรณีนี้ จะทิ้งไป 8 เดือนไปเคลม ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

ประกันชั้น 1 นั้น ครอบคลุมแทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็น ฝ่ายผิด หรือ ไม่ว่าคุณจะเกิดอุบัติเหตุกับ สิ่งอื่น ๆ เช่น ขับรถชนวัว วัวกลิ้งขึ้นหลังคา ก็ต้องเคลมทั้งหมด  ได้แก่
- ขับรถชนเสาไฟฟ้า รถเสียหาย ก็จะเคลมทั้งหมด 
- ขับ ๆ อยู่ โดนหินกระเด็นโดนกระจกหน้าแตก ก็จะเคลมได้
- ยางระเบิด รถพลิกคว่ำ รถเสียหาย ก็จะเคลมทั้งหมด

     ซึ่งจุดนี้ มันต่างจากประกัน ประเภทอื่น ๆ เช่น 2+ 3+ อะไรพวกนี้ 
อย่างโฆษณาที่บอกว่า ประกัน 2+ ซ่อมคู่กรณีด้วย รถประกันด้วย ในวงเงิน 100,000 บาท อะไรแบบนี้  แต่สิ่งที่บางท่านอาจไม่รู้คือ การที่ประกันชั้น 2+ นั้น จะเคลมให้คุณ จะต้องเป็นการเกิดเหตุระหว่าง รถ กับ รถ ครับ ไม่ใช่ รถกับวัสดุอื่น

ดังนั้น หากคุณขับไปชนขอบทาง รถเสียหาย ประกัน 2+ ไม่คุ้มครอง
หากคุณขับไป ยางระเบิด รถเสียหลักพลิกคว่ำ ประกัน 2+ ไม่คุ้มครอง
นี่คือ สิ่งที่มันต่างจากประกันชั้น 1 ครับ

     ส่วน ในการเคลมค่าสินไหมของ ประกันชั้น 1 นั้น อย่างที่ผมบอกว่า แทบทุกอย่าง สามารถเคลมได้ แต่ทั้งนี้ คุณจะต้อง ทราบว่า สาเหตุที่มันเกิดร่องรอย มันเกิดจากอะไร     สมมติ คุณถอยรถไปเบียดเสาไฟฟ้า และไปแจ้งเคลม ก็บอกว่า รถเบียดเสาไฟฟ้า อันนี้ก็เคลมได้ เพราะถือว่า เสาไฟฟ้าเป็นคู่กรณีได้ หรือ ขับไปเบียดฟุตบาท ก็ถือว่า ฟุตบาทเป็นคู่กรณีได้ ในทางกลับกัน หาก คุณไม่สามารถแจ้งให้บริษัทประกันได้ คุณจะต้องโดนเก็บค่า excess 1,000 บาท ต่อ การเคลม 1 กรณีครับ

ตัวอย่างคุณจอดรถไว้ที่ห้าง ปรากฏว่า กลับมา มีใครก็ไม่รู้ ขับมาเบียดรถคุณ และคุณไปแจ้งประกัน ว่า โดนใครไม่รู้เบียด  กรณีนี้ คุณจะโดนเก็บ excess 1,000 บาทครับ แต่ถ้ากรณีเดียวกัน คุณไปโกหกบริษัทประกันว่า คุณไปเบียดประตูบ้านเอง ประกันก็จะไม่เก็บค่า excess คุณนะครับ 

     แต่ทั้งนี้ ถ้าคุณคิดจะโกหกแจ้งบริษัทประกัน ก็อย่าไปโกหกว่า โดนรถไม่ว่าชนิดไหนเฉี่ยวชนนะครับ เพราะ เรื่องจะยาวครับ  คือ อย่าบอกว่า ชนกับรถ ไม่ว่าจะ มอเตอร์ไซด์ หรือ รถยนต์ ดีที่สุดครับ เพราะ หากคุณแจ้งอย่างนั้น คุณต้องบอกทะเบียนคันที่มาชนคุณให้ได้ด้วยครับ ไม่งั้นก็ ไม่ต่างอะไรกับ การแจ้งประกันว่า โดนชนแล้วหนี ก็โดนค่า excess อยู่ดี แถมเสียประวัติอีกต่างหาก

     ประกันชั้น 1 เขาจะมี การเรียกว่า ประวัติดี คือ หาก เราทำประกันไป 1 ปี ไม่มีเคลมเลย 
ในปีต่อ ๆ ไป ทางบริษัท เขาจะมีประมาณ no claim bonus โบนัส ลดเบี้ยให้คุณในปีต่อ ๆ ไปครับ

     ในทางกลับกัน หากคุณมีการเคลมเยอะ เช่น เกิน 200 % ของมูลค่าเบี้ยที่เสีย เช่น เบี้ยปีละ 20,000 แต่เคลมไป 40,000 บาท อะไรแบบนี้  ในปีต่อ ๆ ไป คุณน่าจะโดนเก็บเบี้ยที่สูงขึ้นมาก ทางที่ดี หากมีการเคลมเยอะ ให้เปลี่ยนบริษัทดีกว่าครับ

เรื่อง ซ่อมห้าง กับ ซ่อมอู่
     จริง ๆ สมัยนี้ หลาย ๆ ห้างที่เป็นศูนย์ซ่อมสีตัวถัง ก็จะรับใบเคลมที่เป็น ใบเคลมห้าง และใบเคลมอู่เหมือนกันครับ พูดง่าย ๆ คือ คุณสามารถถือใบเคลมอู่ไปซ่อมห้างได้ หากห้างนั้น เขาแจ้งว่า รับใบเคลมอู่ด้วย    ซึ่งส่วนใหญ่การซ่อมห้างกับซ่อมอู่มันก็ต่างกันตรงการขออนุมัติเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งซ่อมห้าง จะเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่ายกว่า ซ่อมอู่     แต่นอกนั้น การโป้ว การเคาะ การพ่นสี มันเหมือนกันทุกอย่างครับ ไม่มีการแยกว่า รถคันนี้ เบี้ยอู่ ใช้สีอีกเกรดนึง อะไรแบบนี้