วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เมื่อต้องเจอคนขับรถนิสัยไม่ดี (ขับรถกวนส้นตีนว่างั้น) ควรจะต้องทำอย่างไร?

เหตุการณ์บนท้องถนนนั้น เราไม่มีทางรู้ว่าขับรถบนถนนต้องเจอกับอะไรบ้าง บนนั้น อาจมีทั้งคนเมา คนทำงานหนักจนเหนื่อยเพลีย และอื่นๆ อีกมากมาย เรามาดูกันว่า จะต้องจัดการอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของเราหากเจอคนขับรถแย่ๆ แบบนี้ แต่ก่อนอื่น ที่คุณไม่ควรทำแน่ๆ ก็คือ การใช้อารมณ์จัดการกับคนที่ขับรถแย่ๆ หรือกระทั่งการใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา ซึ่งเชื่อเถอะ มันไม่คุ้มหรอก

อย่างแรกเลยน้า... สำคัญที่สุด
1.) ใจเย็น มีสติ อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าไปร้อนตามมัน
หากมีคนปาดหน้าคุณแบบหน้าเกลียดสุดๆ การเร่งเพื่อแซงกลับ หรือขับจี้ตูด มักจบไม่สวยเสมอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญอย่างแรกคือ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน แล้วก็อัดคลิปนิ่งๆไว้อย่าให้มันรู้ยิ่งดี (เผื่อเหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ)

2.) ขับทิ้งระยะห่าง
หากคุณเห็นรถคันข้างๆ ขับปาดคุณ หรือคุยโทรศัพท์ หรือขับเอียงซ้ายเอียงขวา ท่าทางไม่ดี ให้ขับห่างคันนั้นเอาไว้เป็นดีที่สุด ห่างเกิดอะไรขึ้น คุณจะได้ไม่ซวยไปด้วย หรือโดนลูกหลง

3.) รอรถที่ขับช้าที่เลนซ้าย
บางทีคุณขับรถในที่ที่แซงขวาไม่ได้ และคันหน้าคุณก็ช้าซะเหลือเกิน อย่าตบไฟ หรือบีบ พยายามขับเลื่อนมาทางขวานิดๆ ขับระยะประชิดให้เขารู้ตัว แค่นี้ก็พอ

4.) หากรีบจริงๆ สับไฟใส่เพียงแค่ ครั้งพอ
หากรถที่เลนขวาขับช้ามาก ทั้งๆ ที่ควรอยู่เลนที่ขับช้า และทำกี่วิธี ก็ไม่รู้ตัวเสียที วิธีที่ดีที่สุด ให้คุณสับไฟใส่ เพียงแค่สองครั้ง และหยุด เขาจะหลบเอง และคุณก็ขับเลยไป

5.) แก้ปัญหาคนขับจี้ตูดด้วยที่ทำความสะอาดกระจกรถ
เปิดสบู่ที่ทำความสะอาดกระจบหน้ารถแรงๆ ให้พุ่งไปด้านหลัง เพื่อบอกว่า อย่ามาขับจี้ตูดให้มากนัก ใช้วิธีนี้ดีกว่า เบรกเพื่อแกล้งคันหลังนะครับ อันนั้นอันตรายไปนิด

6.) ใครผ่าไฟแดงให้บีบแตร
ไม่ว่าเขาคนนั้นจะทราบหรือไม่ว่าไฟแดงแล้ว เขาควรจะรู้ว่าที่เขาทำมันผิด และสมควรได้รับโทษ ด้วยการโดนบีบแตรไล่

7.) ออกกำลังกายหลังการขับขี่ที่เต็มไปด้วยความเครียด
หากคุณเก็บความเครียด ความเซงมาเยอะจากการขับขี่รถยนต์ในเมืองใหญ่ เก็บความเครียดนั้นเอาไว้ และมาระบายในการออกกำลังกายจะดีกว่า ดีกว่าไปปล่อยความเครียดแบบจัดเต็มบนท้องถนนนะครับ

8.) หากไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องขึ้นทางด่วน
หากคุณไม่จำเป็น และไม่อยากปวดหัว แถมต้องเสียเงินมาก ก็ไม่ควรขึ้นทางด่วน ขับบนทางธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องขับเร็ว แถมโดนบีบแตรไล่ หรือสับไฟไล่อีกด้วย

9.) วิจารณ์ด้วยการยกนิ้วโป้ง ดีกว่าชูนิ้วกลางให้นะ
หากคุณเห็นรถคันข้างๆ ขับแย่ ทำแย่ๆ ใส่คุณ แทนที่จะชูนิ้วให้ และทำให้อารมณ์ของสองฝ่ายประทุขึ้นมากกว่าเดิม ทำไมไม่ลองเปลี่ยนยกนิ้วโป้งให้ดูล่ะ มันอาจทำให้คนคนนั้นคิดได้เองก็ได้นะ

10.) ให้คิดว่าคนบนท้องถนน ไม่ได้ขับรถดีทุกคน
ข้อนี้เข้ากับข้อที่บอกว่าให้เว้นระยะห่าง ยิ่งหากเราคิดเอาไว้ก่อนว่ารถคันอื่น ก็ไม่ได้ขับรถดี หรือปลอดภัยเท่าไหร่ เราก็จะรักษาระยะห่างออกจากคันอื่นๆ มากเท่านั้น และนั่นจะทำให้เราปลอดภัยมากขึ้นด้วย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น


การแต่งงาน กับ ประกันภัยรถยนต์ มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

1.ทำให้จ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ถูกลง
มีการรายการงานคู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้ว มีสถิติที่จะเกิดอุบัติเหตุต่ำว่าคนที่ไม่แต่งงาน และนั่นส่งผลต่อการคำนวนความเสี่ยงของบริษัทประกัน และย่อมส่งผลต่อเบี้ยประกันที่อาจทำให้คุณจ่ายเบี้ยประกันถูกลงนั่นเอง ดังนั้น หากคุณพึ่งแต่งงานใหม่ ลองปรึกษาบริษัทประกันของคุณดูว่า ในปีถัดไป คุณจะได้ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์หรือไม่ ?

2.รวมประกันรถยนต์ก็สามารถทำได้
บริษัทประกันหลายๆ เจ้า จะลดราคาเบี้ยประกันได้ หากมีการรวมประกันรถยนต์เป็นกรมธรรม์เดียวในกรณีของสามีภรรยา ซึ่งหากคุณมีประวัติการขับขี่ดีทั้งคู่ และไม่มีช่วงเว้นว่างของการไม่ทำประกัน คุณสองคน หากเป็นสามีภรรยากันควรติดต่อเพื่อรวมกรมธรรม์เป็นอันเดียว จะลดราคาได้มาก และหากคุณใช้ประกันรถยนต์คนละเจ้ากัน และเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกที่ไหนดีเวลารวมกันแล้ว หรืออยากจะเลือกเจ้าใหม่ 

3.เมื่อไหร่ที่ไม่ควรรวมกรมธรรม์เป็นอันเดียว
แม้ว่าการรวมกรมธรรม์จะมีประโยชน์ แต่บางกรณีคุณก็ไม่ควรรวม นั่นก็คือ หากไม่คนใดก็คนหนึ่ง มีประวัติการขับขี่ไม่ดี ชนบ่อย เคลมบ่อย จะทำให้เบี้ยแพงขึ้นอยู่ดี และไม่ช่วยอะไร แยกดีที่สุด นอกจากนี้ เบี้ยประกันของคนที่ไม่ได้มีประวัติขับขี่ไม่ดี ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะบริษัทประกัน เวลาพิจารณาความเสี่ยง ยังดูไปถึงคนในครอบครัวอีกด้วย ว่ามีประวัติการขับขี่เป็นอย่างไร จึงยังมีความเสี่ยง ที่เบี้ยประกันของคุณจะไม่ได้ถูกลงหลังแต่งงานนั่นเอง  ส่วนอีกกรณีที่ควรแยกกรมธรรม์กันก็คือ หากคู่ของคุณขับรถที่แพงกว่ามากๆ รถที่แพงกว่า ประกันย่อมแพงกว่า
เพราะฉะนั้นการรวมกันก็ไม่ได้ช่วยอะไร 


ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ควรที่จะทำดีไหม ? ทำแล้วได้อะไร ?

      ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรอะไรๆนั้นก็มีความสะดวกมากและรวดเร็วมากขึ้น แต่อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆนั้นก็สามารถกลับเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมไหนของโลกใบนี้ก็ตาม มีการรายงานของสำนักข่าวที่หนึ่งระบุว่าการเข้ารักษาพยาบาลมากที่สุดเป็นของนักท่องเที่ยว หรือคนที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ คืออุบัติเหตุ เกิดจากความไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวและความไม่เข้าใจในภาษา และวัฒนธรรม รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละที่ หรือบางครั้งก็เป็นความผิดของนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เอง ที่คิดว่ามาท่องเที่ยว จึงใช้ชีวิตอย่างประมาท จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำให้สูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวไว้และอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาทีหลัง

นั่นหมายถึง “ความเสี่ยง” ที่ควรต้องได้รับการจัดการ และวิธีที่เราสามารถจัดการความเสี่ยงนั้นได้ง่าย และค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ก็คือการทำ “ประกันการเดินทาง” เพื่อคุ้มครองคุณ คนที่คุณรัก และคนในครอบครัว ซึ่งประกันการเดินทาง จะคุ้มครองคุณหากเกิดกรณีฉุกเฉินอย่างอุบัติเหตุ เจ็บป่วย กระเป๋าสตางค์หาย โดนขโมย ทริปยกเลิก เที่ยวบินดีเลย์ สิ่งเหล่านี้ หากคุณไม่มีประกันการเดินทางไปด้วย ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด คุณต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่มีค่าชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากคุณมีประกันการเดินทางเอาไว้ คุณจะได้รับความคุ้มครองจากค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่าคิดก็คือ คนส่วนมาก เลือกซื้อประกันการเดินทางที่ถูกที่สุดเพื่อลดต้นทุนตนเอง ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ประกันการเดินทางที่ดีที่สุด โดยคนชอบคิดไปว่า เลือกซื้อประกันการเดินทาง ก็เหมือนการเลือกซื้อประกันรถยนต์ แต่จริงๆ แล้วคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะประกันการเดินทางที่ถูกที่สุด สุดท้ายแล้ว หากเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือไม่สามารถชดเชยความเสียหายในสิ่งที่เกิดขึ้นได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น เงินที่คุณประหยัดในตอนซื้อประกัน กลับทำให้คุณต้องเสียเงินมากกว่าในภายหลังเสียอีก นี่เป็นสิ่งที่จะต้องคิดให้ดีกับการไปต่างประเทศ ที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งคุณต้องศึกษาให้ดี มีคำๆนึงที่่น่ากลัวมากผมจะยกตัวอย่างให้ฟังนั่นก็คือ " เราไม่ประมาทแต่เขาประมาท "

นอกจากนี้ หากคุณเป็นคนที่พกของแพงๆ ไปเที่ยวด้วยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับของคุณผู้หญิง หรือเครื่องมือทันสมัยต่างๆ ของคุณผู้ชาย ประกันการเดินทางราคาถูก คงไม่สามารถคุ้มครองของเหล่านี้ได้ หรือหากคุณเป็นคนที่เล่นกิจกรรมผาดโผน อาทิ สกี บันจี้จัมพ์ คุณควรเช็คดีๆ ว่าประกันการเดินทางที่คุณจะซื้อ คุ้มครองกิจกรรมเหล่านี้ด้วยหรือไม่  " และที่สำคัญคือทุกครั้ง คุณต้องอ่านเงื่อนไขให้ดีว่า อะไรคุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง ยังไง ไม่ใช่ซื้อไว้อุ่นใจไม่ได้อ่านโดนเป่าหู พอเกิดเรื่องขึ้นมาเคลมไม่ได้ เพราะระบุข้อยกเว้นเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยซะงั้น
เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ “ประกันการเดินทาง” ไม่ควรเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง จะทำหรือไม่ก็ได้ แต่ควรเป็นสิ่งที่คุณควรทำ ก่อนไปเที่ยว เพราะมันจะทำให้คุณอุ่นใจตลอดการท่องเที่ยวของคุณ ว่าหากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อย คุณจะได้ไม่แบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว จนทริปหมดสนุก ส่วนประกันการเดินทางของคุณ จะเคลมได้ทุกอย่างครบตามจำนวนที่คุณเคลมหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับทุนประกันที่คุณได้รับนั่นเอง

ผมไม่ได้แช่งใครนะ แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ใครจะรู้ . . . ไม่งั้นหนังสือพิมพ์คงไม่มีข่าวภัยร้ายๆ เกิดขึ้นทุกวันหรอกน้า ฟิ้วววว ~
                                            


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อทำป้ายทะเบียบรถหายหรือชำรุด เราควรทำยังไงดี ?



1.ลองดูว่าหายจริงๆหรือเปล่า อาจจะตกอยู่แถวบริเวณซอยบ้าน ที่ทำงาน
2.ถ้าหายจริงก็ไป สน.เลย เมื่อพบว่าไม่สามารถหาป้ายทะเบียนรถยนต์เจอนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ การบอกกล่าวเรื่องกับทางการหรือเจ้าหน้าที่ และเราหมายถึงตำรวจ อย่ารีรอในการที่จะแวะเวียนไปสน.ใกล้เคียง หรือจุดรับแจ้งเอกสารหายต่างๆ โดยคุณจำเป็นต้องพกบัตรประชาชน พร้อมกับให้รายละเอียดวัน-เวลา สถานที่ ให้ถูกต้อง และอย่าลืม กท.รถของคุณ ว่าตัวอักษรและหมายเลขอะไรที่ถูกต้อง ที่เหลือเจ้าหน้าที่รับทราบและคุณชำระค่าแจ้งความ 20 บาท เท่านั้น
"ป้ายทะเบียนหาย"
3. ได้เวลาทำป้าย ตามกฏหมายแล้วเมื่อป้ายหาย เจ้าของรถมีหน้าที่ในการขอทะเบียนใหม่ในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน นับตังแต่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เราต้องยอมรับว่า ด้วยกระบวนการที่ซับซ้อนนั้น อาจจะทำให้ล่าช้า ดังนั้นในเบื้องต้นให้คุณถ่ายสำเนาใบแจ้งความแล้วพกติดรถไว้เผื่อพี่ตำรวจถามหา จะได้มีหลักฐานยืนยัน

ในระหว่างนั้นให้เราไปติดต่อตามขั้นตอนโดยแยกเป็นกรณีดังนี้
1.รถติดไฟแนนซ์ ถ้ารถคุณยังติดไฟแนนซนั้น ทุกอย่างจะง่ายสำหรับเพื่อนๆ เพราะ เจ้าของรถที่แท้จริงคือไฟแนนซ์ เราทั้งหลายนั้นถือเป็นผู้ครอบครอง ถ้าไม่เชื่อก็เปิดดูในสำเนาทะเบียนรถได้ ครับ เรื่อง่ายๆ เช่นเราก็แค่ติดต่อไปทางไฟแนนซ์ แล้วแจ้งว่าป้ายรถหาย ให้ดำเนินการขอใหม่ให้เรา ซึ่งตามปกติแล้วการขอป้ายใหม่นั้นจะมีค่าธรรมเนียมของป้าย ฉบับละ 100 บาท และมีค่าอากรแสตมป์ 5 บาท ที่เหลือก็เป็นค่าดำเนินการของไฟแนนซ์ ซึ่งโดยมากจะไม่เกิน 1000 บาท แล้วแต่บริษัท
2.รถไม่ติดไฟแนนซ์ ในกรณีรถคุณปลดหนี้มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็วางใจได้มากยิ่งขึ้น และสามารถดำเนืนการได้ด้วยตนเองตามสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งรถของคุณนั้นใช้หมายเลขป้ายทะเบียนอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเขตกรุงเทพฯ ก็ไปได้ที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ 1-5 แล้วแต่ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น แต่ถ้ารถคุณอยู่ตจว.ก็ต้องออกทริปเดินทางไปขอ กัน เพราะระบบออนไลน์จะใช้ได้ในกรณีต่อภาษีเท่านั้น
****ในกรณีไปทำเองนั้นให้เตรียมเอกสารต่อไปนี้ไปด้วย คือ
1.สำเนาเบัตรประชาชน (เจ้าของรถ) + ผู้รับมอบอำนาจ(ถ้ามี)
2.สำเนาทะเบียนบ้าน (เจ้าของรถ)
3.สมุดทะเบียนประจำรถ (ตัวจริง)
4.ใบมอบอำนาจ (กรณีรับมอบอำนาจ)
ส่วนค่าธรรมเนียมนั้นเท่ากับเบื้องต้นคือ ฉบับละ 100 บาท และค่าอากร 5 บาท ซึ่งกรณีใครอยากไปผจญขนส่งด้วยตัวเอง ก็ต้องทำเรื่องกับทางไฟแนนซ์ โดยต้องมีค่ามัดจำเล่มออกมา 3000-5000 บาท แล้วแต่ไฟแนนซ์ ที่เหลือก็เพียงแต่รอป้าย โดยมากจะไม่นานนัก แล้วแต่จำนวนคนที่มาทำ ซึ่งหลายคนมักกังวลว่าป้ายหาจะยุ่งยาก แต่ความจริงง่ายกว่าที่คิดเสียอีก
"ป้ายทะเบียนหาย"
***4.อย่าทำป้ายปลอม มีคนจำนวนไม่น้อยมักจะหาทางเลี่ยงโดยการทำป้ายปลอมเพื่อใช้งาน ซึ่งเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารราชการ มีโทษค่อนข้างรุนแรงทั้งปรับตั้งแต่ 1000-10000 บาท และจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 5 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ยังไงก็คิดให้ดีก่อน หรือใครเก็บป้ายได้นำไปสวมก็ผิดตามข้อนี้เช่นกัน
5.ป้ายกราฟฟิกทำยังไง ใครที่มีเลขทะเบียนสวยๆนั้นก็ไม่ยุ่งยากทุกอย่างยังเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป เพียงแต่คุณต้องเสียค่าป้ายเพิ่มจะฉบับละ 100 บาท เป็นครั้งละ 1200 บาท แต่มาเป็นแพ็คเกจคู่ 2 แผ่น อย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้น ก็ไม่ต้องกังวลใจไป


ทั้งนี้ นี่คือขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อป้ายทะเบียนหาย รู้ไว้ใช่ว่า ใครที่หายแล้วก็รีบจัดการด่วนก่อนพี่หัวปิงปองจะถามหา เพราะ ป้ายหายอนุโลมได้แต่ไม่เกิน 15 วันนะ ตัวเอง ..(ยึดตามกการแจ้งความครั้งแรกครับพี่น้อง)




By centerinsure

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เว็ปเทียบเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ที่ดีที่สุด รวดเร็วที่สุด แบบออนไลน์ปัจจุบัน

เมื่อเราอยากเลือกประกันดีๆสักที่ก็มักจะอยากได้บริษัทที่ดีที่สุด
 ถูกที่สุด บริการดีที่สุด


แต่เพราะมีหลายบริษัทเหลือเกินทำให้เราลังเลใจ
 และต้องคอยสอบถามมากมาย

ทำให้เกิดความยุ่งยากในการที่เราจะหา
บริษัทที่ให้ข้อเสนอที่โดนใจเราที่สุด

ผมจึงไปสรรหาเว็ปที่ดีที่สุดในการเปรียบเทียบเบี้ยแบบออนไลน์มาให้ครับ

เป็นเว็ปเทียบเบี้ยกับบริษัทประกันภัยชั้นนำ โปรโมชั่นดีที่สุด ในประเทศไทยแบบออนไลน์ บริการดีมากๆครับ ดีจริงจึงมาบอกต่อ

***ใช้เวลาเพียงแค่ 30 วินาทีกรอกข้อมูลรถ***




วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี

ประกันชีวิต

ในส่วนของประกันแบบออมทรัพย์และประกันแบบบำนาญ เราสามารถนำเบี้ยที่จ่ายในแต่ละปีมาลดหย่อนภาษีได้ครับ โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แปลว่าถ้าคุณมีฐานภาษี 10% จ่ายเบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท คุณสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 10,000 บาทเลย นอกจากนี้ ประกันชีวิตยังมีเงินจ่ายคืนทุก 2 ปี หรือ 3 ปี หรือ 5 ปี และจ่ายคืนให้ก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญาด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว ผลตอบแทนมักจะเป็นบวกครับ (ได้คืนมามากกว่าที่จ่ายออกไป) ดูวิธีคำนวณได้จากบทความเรื่อง “ประกันออมทรัพย์ผลตอบแทนมากกว่า 100% มีจริงหรือ?”
การซื้อประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ จะต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี ควรเป็นกรมธรรม์ที่ไม่พ่วงประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุด้วย เพราะค่าเบี้ยของประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
ชื่อเรียกประเภทกรมธรรม์มักเป็นตัวเลขสองชุด เช่น 15/7 ตัวเลขน้อยกว่าหมายถึงจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ย ตัวเลขมากกว่าหมายถึงจำนวนปีของอายุกรมธรรม์ 15/7 จึงหมายถึงจ่ายเบี้ยติดต่อกัน 7 ปี กรมธรรม์มีอายุคุ้มครอง 15 ปี (ถ้าตายใน 15 ปี ทายาทจะได้รับเงินชดเชย) ควรเลือกกรมธรรม์ที่ตัวเลขสองชุดใกล้เคียงกัน เช่น 15/15 คือจ่ายเบี้ยเท่าระยะเวลาประกัน เพราะถ้าเลือกแบบตัวเลขห่างกัน เช่น 20/5 คือจ่ายเบี้ยแค่ 5 ปี แต่ประกันนานถึง 20 ปี แบบนี้ค่าเบี้ยที่จ่ายไปจะเป็นค่าความคุ้มครองเยอะ ทำให้ผลตอบแทนที่เป็นเงินจ่ายคืนกลับมาน้อยลง และไม่ควรเลือกที่ตัวเลขเยอะมาก เช่น 99/20 เพราะเป็นประกันตลอดชีพ เรามักไม่ได้เงินคืนกลับมาใช้เอง แต่ทายาทเราได้แทน
การจ่ายค่าเบี้ยควรเลือกจ่ายแบบรายปี เพราะการจ่ายรายปีจะได้รับส่วนลดประมาณ 5% เมื่อเทียบกับการจ่ายแบบรายเดือน แต่ก็ต้องมีวินัยในการเก็บเงินด้วย อาจจะใช้วิธีหักจากเงินเดือนทุกเดือนแล้วฝากเข้าบัญชีธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง เช่น ค่าเบี้ยรายปี 90,000 บาท (ถ้าไม่ออมเงินให้ดี อาจทำให้กระอักได้เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าเบี้ย) หรือเฉลี่ย 7,500 บาทต่อเดือน พอได้เงินเดือนมาปุ๊บ ก็หัก 7,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารเลย แบบนี้ทำให้ได้ดอกเบี้ยเป็นของแถมด้วย

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวทางในการวิเคราะห์พิจารณา เมื่อเราตัดสินใจที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

1. มีความจำเป็นเลือกซื้อกับบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือน่าเชื่อถือ คือดูถึงความมั่นคงของบริษัทที่จะสามารถอยู่กับเราได้ไม่ชิงล้มละลายหายตจากไปเสียก่อน
2. ซื้อให้เหมาะกับจำนวนวงเงินที่ต้องการ ไม่ต้องซื้อมากมาย
3. ซื้อให้เหมาะกับความสามารถที่เรามีและสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้อย่างสบายๆ
4. ควรทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์ก่อนซื้อทุกครั้ง
5. ควรจะเปรียบเทียบกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทว่าที่ใดได้ราคาถูกที่สุดความคุ้มครองดีที่สุด ตัวแทนดีที่สุดประวัติดีไม่งี่เง่า และมีโปรโมชั่นหลังการขายดีที่สุด

ปัจจุบันมีแนวคิดในการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสมอยู่ 2 แนวทาง คือ ตามศักยภาพของบุคคล
หรือตามภาระที่บุคคลพึงรับผิดชอบ โดยรายละเอียดในแนวคิดเหล่านั้นเป็นดังนี้
1. คำนวณตามศักยภาพ (Potential Base)
ถึง แม้มูลค่าที่แท้จริงของบุคคล คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดที่คาดว่าเขาจะทำขึ้นมาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือ หรือจนกว่า
จะเกษียณอายุ แต่วงเงินที่คำนวณได้ มักจะสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายเพื่อทำประกันได้ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ
ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงมีการกำหนดว่า บุคคลควรมีวงเงินประกันเท่ากับ 5 เท่าของรายได้ต่อปี เช่น          นาย ก มีเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาท และได้รับโบนัสตอนสิ้นปีอีก 2 เดือน รวมทั้งปีมีรายได้เท่ากับ 700,000 บาท
ดังนั้นทุนประกันที่เหมาะสมจะเท่ากับ 700,000 X 5 = 3,500,000 บาท
สำหรับ เหตุผลที่กำหนดให้มีวงประกันเป็น 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั้น เพราะว่าเวลา 5 ปีเป็นช่วงเวลาที่พอสมควร
ที่คนในครอบครัวจะได้ปรับตัว แม่บ้านที่หยุดทำงานมานานหากต้องออกมาทำงานใหม่ก็พอมีเวลาหางานและฝึกทักษะ การทำงานอีกครั้งหรือจะขยับขยายหาธุรกิจใหม่มาทำ เพื่อทำหน้าที่หารายได้แทนสามีต่อไป
บางตำราบอกว่า ควรให้เวลาครอบครัวปรับตัวถึง 7 ปี แต่รายได้ที่นำมาคำนวณนั้นควรจะคิดเพียง 70 % ของรายได้ต่อปี     เพราะในช่วงที่ผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่นั้นรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปจ่าย ภาษีและค่าใช้จ่ายส่วนตัว เหลือเงินรายได้ในครอบครัวเพียง 70 % ดังนั้น เมื่อเขาไม่อยู่ ก็ให้ใช้ตัวเลขเพียง 70% ของรายได้ในการคำนวณแต่เมื่อคำนวณออกมาเป็นวงเงินประกัน
จะได้เท่ากับ 70 % X 7 = 490 % ของรายได้ต่อปีซึ่งจะใกล้เคียงกับ 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั่นเอง

2. คำนวณตามภาระค่าใช้จ่าย (Need Base)
วิธี นี้ ดูตามความจำเป็นของครอบครัวว่าหากสูญเสียเราไป ครอบครัวยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นไปได้ เราคงอยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว, หนี้สินที่คงค้างอยู่, ค่าเล่าเรียนของลูก ๆ , ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่
รวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายซึ่งได้แก่ค่าฌาปนกิจ
อย่างไรก็ตาม พวกเราแต่ละคนย่อมมีการเตรียมการ หรือมีสมบัติบางส่วนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อรับภาระเหล่านี้บ้าง

ดังนั้น วงเงินประกันที่ต้องการ จะเท่ากับจำนวนเงินที่ยังขาดหลังจากการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปหักจากภาระค่าใช้จ่าย
ทุนประกัน = ภาระ – สินทรัพย์ที่มีอยู่
ภาระได้แก่
1. ค่าใช้จ่ายของครอบครัว คูณด้วยจำนวนปีที่เราอยากให้เขาอยู่ได้ เสมือนว่าเรายังมีชีวิตอยู่
2. หนี้สินที่คงค้างทั้งหมด ไม่ว่าค่าจำนองบ้าน, หนี้รถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต
3. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ตามจำนวนปีที่คาดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
4. ค่าเล่าเรียนของลูกทุกคน จนกว่าเขาจะเรียนจบ
5. ค่าใช้จ่ายในวาระสุดท้ายของเรา ได้แก่ งานฌาปนกิจ เป็นต้น

ขณะที่ทรัพย์สินที่บางท่านอาจมีเตรียมไว้แล้ว เช่น
1. ทุนประกันที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบัน
2. สินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ หลังเราเสียชีวิต
3. กองทุนต่าง ๆ หรือเงินทดแทน ที่บริษัทของเราจ่ายให้เมื่อเสียชีวิต

หากสรุปเป็นสมการใหม่ จะได้ดังนี้
วงเงินประกันชีวิตที่ต้องทำเพิ่ม = รายจ่ายของครอบครัว + หนี้สิน + ทุนการศึกษาลูก + ค่าทำศพ –
วงเงินประกันชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน – สินทรัพย์สภาพคล่องสูง – เงินกองทุนจากบริษัทนายจ้าง

ในกรณีที่เรามีทุนประกันหรือสินทรัพย์รวมกันมากกว่าภาระที่จะเกิดขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม เว้นแต่ว่า
เรายังต้องการให้ทายาทของเรามีทุนรอนเหลือเฟือ เพื่อเขาจะอยู่ได้อย่างสบาย และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่ลูกหลานต่อไปครับ