วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

การกำหนดมูลค่าประกันภัย

     ในการทำประกันภัยแต่ละครั้ง ตามกฎหมายไม่ได้ระบุว่าผู้เอาประกันภัยจะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย(จำนวนวงเงินสูงสุดที่จะได้เมื่อเกิดเหตุ)มากน้อยเท่าใด แต่ว่าผู้เอาประกันภัยจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เกินไปกว่าค่าเสียหายที่แท้จริงและต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้ตกลงกันไว้และมีระบุในสัญญากรมธรรม์   แบ่งออกเป็น 3 แบบ

1. แบบชดใช้ตามวินาศภัยที่แท้จริง
     ก็คือเป็นการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันโดยคิดจากมูลค่าที่ซื้อสินค้าไปตอนใหม่ๆหักด้วยค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน  เช่น ของที่ซื้อมา 5 ปีที่แล้วนำมาประกันภัยมันก็ต้องวงเงินถูกลง ก็เหมือนซื้อของมือสอง นั่นแหละเอาง่ายๆ

2. แบบชดใช้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน

     ผู้เอาประกันภัยเลือกกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ตนต้องการสำหรับวัตถุที่จะเอาประกันภัยแต่ละชิ้น  การกำหนดลักษณะแบบนี้มักจะใช้กับ  การประกันชีวิต , วัตถุที่เอาประกันภัยที่มีมูลค่าประเมินไม่ได้เช่น ภาพวาด ภาพเขียน ศิลปวัตถุ  , การประกันภัยทางทะเลหรือการขนส่งสินค้า

3. แบบมูลค่าทดแทน
     สำหรับทรัพย์สินหรือวัตถุที่จะเอาประกันบางอย่างจะไม่หักค่าเสื่อมราคาใดๆ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับประโยชน์สูงสุด  เพราะว่ามูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นผู้เอาประกันภัยจะต้องมีการปรับทุนประกันภัยให้เท่ากับมูลค่าทดแทน เพราะหากไม่มีการปรับทุนประกันภัยจะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย(under insurance) การกำหนดแบบนี้มักใช้กับ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี