กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย คืออะไร สำคัญอย่างไร ?
กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยนั้นจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีหน้าที่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย หากผู้ประสบภัยไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยหรือเจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัย หรือไม่สามารถเรียกร้องจากที่ใดได้ เช่น รถชนแล้วหนี หรือเจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัยไม่จ่าย ค่าเสียหาย ฯลฯ โดยค่าเสียหายเบื้องต้นที่สามารถจ่ายได้ คือ ค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บตามที่รักษาจริง ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต จำนวน35,000 บาท แต่หากผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บและต่อ มาเสียชีวิตในภายหลัง ผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตจะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่รักษาจริงไม่เกิน 15,000 บาท และ ค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท ซึ่งรวมแล้วไม่เกินจำนวน 50,000 บาท การยนื่ ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจาก กองทุนฯ ผู้ประสบภัยหรือทายาทต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น
ในปัจจุบันคนไทยมีความรู้ในเรื่องประกันภัยกันน้อยมาก เพราะคิดว่าเสียเงินโดยสูญเปล่าและคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ อีกทั้งยังมีความรู้สึกในแง่ลบต่อธุรกิจประกันภัย แต่หากเราลองศึกษาการประกันภัยจริงๆ ก็จะพบว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจอีกช่องทางหนึ่งและเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในวันที่คุณไม่คาดคิดมาถึง ดังนั้นเราต้องศึกษาให้ดีทั้งในเรื่องตัวแทน บริษัท ประวัติ ภัย ค่าสินไหม ระยะเวลา และอีกหลายอย่างเป็นต้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราเองและคนที่คุณรัก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันภัยรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันภัยรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ว่ากันด้วยเรื่องเจ้าหน้าที่สำรวจภัยเมื่อเกิดเหตุ (Surveyor) หรือที่เรียกว่าพนักงานเคลมประกันรถยนต์ ที่หลายคนยังไม่รู้
ว่ากันด้วยเรื่องพนักงานสำรวจภัยเมื่อเกิดเหตุ (Surveyor) หรือที่เรียกว่าพนักงานเคลมประกันรถยนต์
ในปัจจุบันธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทยยังคงต้องมีการพัฒนาและยกระดับให้เป็นมาตรฐานสากลอีกมาก ยิ่งตอนนี้ไกล้จะเปิดอาเซียนเพื่อทำการแข่งขันที่มากขึ้นแล้วยิ่งต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงแก้ไของค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คุณเคยรู้หรือไม่ว่าพนักงานเคลม บางบริษัทประกันภัยมีจริงๆไม่กี่คนเนื่องจากสาขาไม่พอและอาณาเขตความคุ้มครองนั้นครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทำให้จะต้องจ้างบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่า บริษัทรับสำรวจภัย โดยมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับบริษัทประกันภัยต่างๆที่แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ก็ไม่มีสาขาอีก ทำให้เวลาเกิดเหตุที่บางจังหวัดนี้ก็ไม่สามารถใช้บริการได้อาจจะทำให้บริการไม่ทั่วถึง ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือในช่วงเทศกาลที่เกิดภัยอยู่บ่อย ๆ ซึ่ง ต่างกับบริษัทประกันภัยที่มีสาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุมอยู่ทุกพื้นที่การให้บริการจะทำให้ไปถึงที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ผู้อ่านต้องลองใช้พิจารณาและรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจให้ดีว่าจะทำประกันกับบริษัทไหนที่ให้บริการดีที่สุด
ลำดับต่อไปที่สำคัญคือเรื่องของตัวบุคคลหรือจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึงเรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนและมารยาท ความเอาใจใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เป็นต้น เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็น สาระสำคัญ ในการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันวินาศภัยทางด้านรถยนต์ให้มีชื่อเสียงได้ยาวนาน
***ทั้งนี้คงไม่มีบริษัทไหนอยากจะโดนภัยย้อนกลับเข้ามาหาบริษัทเองเสียมากกว่า โดย(ส่วนมากขอบอกตรงๆว่า) พนักงานสำรวจภัยทางรถยนต์นั้น มีเงินเดือนที่ไม่สูง ทำให้บางคนนั้นคิดเพิ่มผลต่างทางความเสียหายเพื่อนำเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ทำให้ลูกค้าบางราย(ที่ไม่รู้ก็ซวยไป ส่วนที่พอจะรู้ก็เสียความรู้สึกอย่างมาก)
คุณเคยรู้หรือไม่ว่าพนักงานเคลม บางบริษัทประกันภัยมีจริงๆไม่กี่คนเนื่องจากสาขาไม่พอและอาณาเขตความคุ้มครองนั้นครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทำให้จะต้องจ้างบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่า บริษัทรับสำรวจภัย โดยมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับบริษัทประกันภัยต่างๆที่แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ก็ไม่มีสาขาอีก ทำให้เวลาเกิดเหตุที่บางจังหวัดนี้ก็ไม่สามารถใช้บริการได้อาจจะทำให้บริการไม่ทั่วถึง ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือในช่วงเทศกาลที่เกิดภัยอยู่บ่อย ๆ ซึ่ง ต่างกับบริษัทประกันภัยที่มีสาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุมอยู่ทุกพื้นที่การให้บริการจะทำให้ไปถึงที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ผู้อ่านต้องลองใช้พิจารณาและรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจให้ดีว่าจะทำประกันกับบริษัทไหนที่ให้บริการดีที่สุด
ลำดับต่อไปที่สำคัญคือเรื่องของตัวบุคคลหรือจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึงเรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนและมารยาท ความเอาใจใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เป็นต้น เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็น สาระสำคัญ ในการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันวินาศภัยทางด้านรถยนต์ให้มีชื่อเสียงได้ยาวนาน
***ทั้งนี้คงไม่มีบริษัทไหนอยากจะโดนภัยย้อนกลับเข้ามาหาบริษัทเองเสียมากกว่า โดย(ส่วนมากขอบอกตรงๆว่า) พนักงานสำรวจภัยทางรถยนต์นั้น มีเงินเดือนที่ไม่สูง ทำให้บางคนนั้นคิดเพิ่มผลต่างทางความเสียหายเพื่อนำเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ทำให้ลูกค้าบางราย(ที่ไม่รู้ก็ซวยไป ส่วนที่พอจะรู้ก็เสียความรู้สึกอย่างมาก)
บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ต่างๆ บางแห่งก็มีมาตราฐาน ราคา ค่าสำรวจ ก็จะมาตราฐาน ไปด้วยแต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทนั้นก็ต้องการลดต้นทุน หันไปใช้บริษัทเซอร์เวยเยอร์ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน เพราค่าบริการ “ถูก” แต่ ลืม คิดถึง “ภาพลักษณ์” ของบริษัทประกันภัยเอง เพราะเวลาที่ลูกค้าซื้อประกันส่วนมากก็จะเจอแต่เซลล์หรือตัวแทนขายประกัน ยังไม่เคยเจอพนักงานเคลมบริษัทเลยจะมาเจออีกทีก็ตอนมีอุบัติเหตุหรือตอนแจ้งเคลม หากบริษัทประกันภัยแห่งไหนมีมาตราฐานในการบริการที่ดีมาถึงที่จุดเกิดเหตุโดยเร็วก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี (รวมถึงการพูดจา การประสานงานเวลาเกิดเหตุทางโทรศัพท์ด้วย เพราะบางทีเกิดเหตุมาเราก็เสียอารมณ์อยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับพนักงานที่พูดทำจาทำร้ายความรู้สึกกันอีก)
ปัจจุบันเราไม่สามารถคาดเดาได้เลย ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วในกรณีที่คิดว่าความเสียหายร้ายแรงก็ต้องโทรแจ้งพนักงานเคลมนั่นเอง เพราะอุบัติเหตุที่เสียหายมากมีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายมีคดีอาญาเกิดขึ้นความเสี่ยงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ขับขี่รถโดยประมาทตามกฎหมาย ซึ่งบางบริษัทประกันภัยก็ ทำตรงไป ตรงมาบางบริษัทประกันภัยก็อาจจะถึงขั้นวิ่งคดีให้เลย หรือ บางบริษัทประกันฯ เชี่ยวชาญมองเกมขาดก็จะแนะนำให้กับลูกค้ามีการบรรเทาผลคดีหรือช่วยเหลือคู่กรณี ของตนทางด้านมนุษย์ธรรม เป็นต้น
การเคลมฉ้อฉลหรือโกงประกันภัย เกิดขึ้นได้กับ พนักงานเคลม(ฝ่ายเรา) หรือ ถูกฝ่ายตรงข้ามยื่นเสนอให้โดยติดสินบน เพื่อฝ่ายตรงข้ามจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก่อน นัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆนั้นท่านควร อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับ ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทประกันภัย หรือ ผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็น ผู้เอาเปรียบท่านกันแน่
***ถ้าเห็นว่าผลการตรวจสอบที่ได้นั้นไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมกับตนเองหรือพบว่ามีพิรุธให้แจ้งเรื่องไปยัง 1186 (คปภ.)ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
การเคลมฉ้อฉลหรือโกงประกันภัย เกิดขึ้นได้กับ พนักงานเคลม(ฝ่ายเรา) หรือ ถูกฝ่ายตรงข้ามยื่นเสนอให้โดยติดสินบน เพื่อฝ่ายตรงข้ามจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก่อน นัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆนั้นท่านควร อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับ ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทประกันภัย หรือ ผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็น ผู้เอาเปรียบท่านกันแน่
***ถ้าเห็นว่าผลการตรวจสอบที่ได้นั้นไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมกับตนเองหรือพบว่ามีพิรุธให้แจ้งเรื่องไปยัง 1186 (คปภ.)ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
10 เรื่องที่คุณควรต้องรู้เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์
10 เรื่องที่คุณควรต้องรู้เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์
1. หากภายในรถของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV หรือ LPG เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะหากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด เพราะว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอาทำให้ไม่ตรงกับข้อสัญญาในกรมธรรม์ ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันอาจไม่สมบูรณ์
2. ค่า Excess หรือค่าใช้จ่ายในส่วนแรกนั้น กรณีไม่มีคู่กรณีจะจ่ายเพียง 1,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าคนอื่นขับไปทำให้เกิดความเสียหาย ต้องจ่าย 6,000 บาท (จ่ายให้บริษัทประกัน)
3. ในกรณีที่รถคุณเสียหายอย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่สามารถนำไปซ่อมกลับคืนได้ ทางบริษัทประกันภัยต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันเต็มทุนประกัน และรถคันนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย
4. ค่าอะไหล่ที่เกิดจากการซ่อม ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องเป็นเงินสดตามราคาที่บริษัืทได้ประเมินความเสียหายของรถไว้เพื่อนำไปจัดหาเองซื้อเปลี่ยนเองได้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไหล่แท้หรือไม่
5. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้นจะมีผลทันทีเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท (ซึ่งรวมไปถึงนายหน้าผู้เอาประกันด้วยเช่นกัน) ดังนั้นแม้ว่าการที่ซื้อผ่านนายหน้าถ้ามีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง บริษัทรับประกันภัยก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้
6. หากคุณขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็น "ฝ่ายถูก" คุณควรตรวจสอบไปที่บริษัทประกันภัยว่าตามรายงานอุบัติเหตุนั้น รถของคุณเป็นฝ่ายถูกจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์
7. ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน และคุณไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือผิด คุณไม่จำเป็นต้องเซ็นรับผิดในใบเครมโดยทันทีและ้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถบังคับให้เซ็นรับผิดแต่มีหน้าที่แค่เพียงไกล่เกลี่ย เพราะไม่ใช่กติกาหรือข้อกฏหมายแต่เป็นหน้าที่ที่บริษัทซึ่งคุณทำประกันจะไปทำการตกลงให้
8. การดูแลขนย้ายรถที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อไปซ่อมที่อู่เป็นหน้าที่ของบริษัท แม้ว่าจะต้องย้ายรถไปโรงพักหรือที่ใดก็ตามตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนกระทั่งซ่อมเสร็จ บริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระส่วนนี้ แต่ไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าซ่อม
9. ห้ามหนีเมื่อขับรถชนผู้อื่น ให้รีบช่วยเหลือ และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยเผื่อต้องต่อสู้คดีความจะได้พิจารณาโทษจากหนักเป็นเบา ถ้าหนีมีโทษอาจจะถึงขั้นติดคุกทันที
10. ประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายในขณะที่รถของคุณถูกลากจูง หรือขับรถขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เว้นแต่ในกรณีที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ และความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่
1. หากภายในรถของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV หรือ LPG เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะหากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด เพราะว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอาทำให้ไม่ตรงกับข้อสัญญาในกรมธรรม์ ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันอาจไม่สมบูรณ์
2. ค่า Excess หรือค่าใช้จ่ายในส่วนแรกนั้น กรณีไม่มีคู่กรณีจะจ่ายเพียง 1,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าคนอื่นขับไปทำให้เกิดความเสียหาย ต้องจ่าย 6,000 บาท (จ่ายให้บริษัทประกัน)
3. ในกรณีที่รถคุณเสียหายอย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่สามารถนำไปซ่อมกลับคืนได้ ทางบริษัทประกันภัยต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันเต็มทุนประกัน และรถคันนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย
4. ค่าอะไหล่ที่เกิดจากการซ่อม ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องเป็นเงินสดตามราคาที่บริษัืทได้ประเมินความเสียหายของรถไว้เพื่อนำไปจัดหาเองซื้อเปลี่ยนเองได้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไหล่แท้หรือไม่
5. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้นจะมีผลทันทีเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท (ซึ่งรวมไปถึงนายหน้าผู้เอาประกันด้วยเช่นกัน) ดังนั้นแม้ว่าการที่ซื้อผ่านนายหน้าถ้ามีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง บริษัทรับประกันภัยก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้
6. หากคุณขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็น "ฝ่ายถูก" คุณควรตรวจสอบไปที่บริษัทประกันภัยว่าตามรายงานอุบัติเหตุนั้น รถของคุณเป็นฝ่ายถูกจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์
8. การดูแลขนย้ายรถที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อไปซ่อมที่อู่เป็นหน้าที่ของบริษัท แม้ว่าจะต้องย้ายรถไปโรงพักหรือที่ใดก็ตามตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนกระทั่งซ่อมเสร็จ บริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระส่วนนี้ แต่ไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าซ่อม
9. ห้ามหนีเมื่อขับรถชนผู้อื่น ให้รีบช่วยเหลือ และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยเผื่อต้องต่อสู้คดีความจะได้พิจารณาโทษจากหนักเป็นเบา ถ้าหนีมีโทษอาจจะถึงขั้นติดคุกทันที
10. ประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายในขณะที่รถของคุณถูกลากจูง หรือขับรถขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เว้นแต่ในกรณีที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ และความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่
วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556
เมื่อเกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ควรทำอย่างไรดี ?
ลำดับแรกที่สำคัญสุดเมื่อเกิดเหตุรถชนหรือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์คือ คุณควรมีสติให้มั่น และตรวจสอบบุคคลรอบข้างว่ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เพื่อรีบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บให้ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด และลำดับต่อไปควรปฏิบัติตามขึ้นตอนด้านล่างดังต่อไปนี้
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ควรปฏิบัติตามขั้นตอน ต่อไปนี้
การแจ้งเกิดอุบัติเหตุ
- กรณีเป็นสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน (Knock for Knock) ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามสัญญาของ Knock for Knock (ก็คือสัญญาที่บริษัทของผู้เอาประกันแต่ละฝ่าย จะรับผิดชอบในความเสียหายของรถยนต์ที่ตนรับประกันภัยไว้ ภายใต้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความประมาทของฝ่ายใด การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน )
สัญญาสละสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน (Knock for Knock)
1 ) ต้องเป็นการประกันภัยรถยนต์สี่ล้อประเภท 1 เท่านั้น (ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถบรรทุก)
2 ) ตรวจดูรายละเอียดใบเหลืองว่าตรงกับรถคู่กรณีหรือไม่ และหมดอายุหรือไม่
3 ) สามารถขอรับเอกสารใบเหลืองใหม่ได้จากบริษัทประกันภัย
โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
1 ) กรอกข้อความรายละเอียดต่าง ๆ ลงในเอกสาร "KNOCK FOR KNOCK" ให้ครบถ้วน
2 ) ให้ผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย ลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วจึงแลกเปลี่ยนกับเอกสารของคู่กรณี
3 ) แยกย้ายจากที่เกิดเหตุได้ทันที
4 ) นำเอกสารที่ได้จากคู่กรณี มาติดต่อบริษัทฯ เพื่อดำเนินการแจ้งเหตุและจัดซ่อมต่อไป
กรณีตกลงกันไม่ได้ว่า ใครเป็นฝ่ายผิดใครเป็นฝ่ายถูกให้ดำเนินการดังนี้
1 ) ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำเครื่องหมาย ณ ที่เกิดเหตุแล้วเคลื่อนรถออกจากที่เกิดเหตุ
2 ) แจ้งบริษัทประกันโดยทันที
หากรถคู่กรณีไม่มีประกัน หรือมีประกันภัยประเภทอื่น ที่มิใช่ประเภท 1 ให้ออกเอกสาร "ใบยินยอมรับผิด" ให้คู่กรณีโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
หากท่านเป็นฝ่ายผิด
1) ให้ท่านกรอกรายละเอียดลงในใบยินยอมรับผิดและลงชื่อท่าน
2 ) กรอกรายละเอียดของคู่กรณีแจ้งรายละเอียดความเสียหายและให้คู่กรณีลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
3 ) ฉีกตัวจริงให้คู่กรณีเพื่อมาติดต่อบริษัทประกันต่อไป
หากท่านเป็นฝ่ายถูก
1 )ให้คู่กรณีกรอกรายละเอียด หรือท่านกรอกเอง
2 )ลงชื่อทั้งคู่ไว้เป็นหลักฐาน โดยฉีกสำเนาให้คู่กรณี และเก็บตัวจริงไว้เพื่อติดต่อบริษัทประกันต่อไป
3 )หากท่านมีข้อสงสัย โปรดติดต่อบริษัทประกันที่ท่านได้ซื้อไว้
- กรณีเกิดอุบัติเหตุให้แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุของบริษัทประกันภัยทันทีที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ข้อมูล ที่ควรเตรียมไว้แจ้งอุบัติเหตุ ได้แก่ ชื่อผู้ขับขี่ ทะเบียนรถ ยี่ห้อ รุ่น สี เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ลักษณะการเกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุและจุดสังเกต (กรณีมีการเคลื่อนย้ายรถหรือสถานที่นัดหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที)
- ควรสอบถามชื่อผู้รับแจ้งอุบัติเหตุและชื่อเจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ
ณ จุดเกิดอุบัติเหตุ
- ห้าม แยกรถออกจากกันโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขีดเส้น หรือจนกว่าเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยจะไปถึงที่เกิดเหตุ (หากเป็นสัญญา Knock for Knock ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนสัญญา Knock for Knock) ได้เลย
- ห้ามตกลงค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น และอย่ายอมรับผิด หากไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดผิด ให้รอจนกว่าพนักงานจะไปถึงที่เกิดเหตุ
- หากว่าคู่กรณีแสดงอาการพิรุธหรืออาจจะหนี ให้รีบจดรายละเอียดผู้ขับขี่รถคู่กรณี เช่น ชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน โทรศัพท์ และรายละเอียดรถคู่กรณี เช่น ความเสียหาย ยี่ห้อ สี ทะเบียน ไว้ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานจะไปถึงที่เกิดเหตุ
- กรณีที่เฉี่ยวชนแล้วหลบหนี ให้รีบจดรายละเอียดรถคู่กรณี เช่น ความเสียหาย ยี่ห้อ สี ทะเบียน ให้ละเอียดที่สุด แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- กรณีเฉี่ยวชนหลายคัน หากรถคู่กรณีคันใดขอแยกย้ายไปก่อนให้จดรายละเอียดผู้ขับขี่ และรถคู่กรณีรวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์
- กรณี รถตกลงไปในน้ำ และไม่สะดวกในการติดต่อบ.ประกันภัย ให้นำรถขึ้นจากน้ำโดยเร็วที่สุด และห้ามสตาร์ทเครื่องเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องมากขึ้น
กรณีเป็นฝ่ายถูก
- ควรให้คู่กรณียอมรับผิดโดยการลงชื่อในใบคำขอยอมรับผิดเสียก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- ควรจดทะเบียนรถคู่กรณี ชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ของผู้ขับขี่ และเจ้าของรถยนต์ในกรณี ที่เจ้าของรถยนต์ไม่ได้เป็นผู้ขับขี่เอง
- ควรจดชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ของพยานในที่เกิดเหตุ (ถ้ามี)
- แจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
- หากเป็นการประกันชั้น 3 (คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก) บริษัทประกันภัยจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสถานที่เกิดเหตุหรือสถานีตำรวจ (หากมีความจำเป็น)
กรณีเป็นฝ่ายผิด
- ให้เขียนชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ให้แก่คู่กรณี
- เคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
กรณีไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด
- แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่เกิดอุบัติเหตุ
- รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและทำเครื่องหมายบริเวณอุบัติเหตุ แล้วเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- ไม่ควรลงชื่อในเอกสารใด ๆ กับคู่กรณี
- แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น
กรณีคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ
- ให้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยด่วนจากนั้นแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
- แสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบว่ามีประกัน พ.ร.บ.
- อย่าตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณี โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย
- แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีที่เรื่องถึงสถานีตำรวจ
กรณีคู่กรณีเสียชีวิต
- ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
- ท่านต้องรับผิดทางอาญา ส่วนทางแพ่งบริษัทประกันภัยจะเข้าร่วมเจรจาและให้คำปรึกษา พร้อมทั้งต้องรับผิดชอบค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยในการตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณี
กรณีถูกชนแล้วคู่กรณีหนี
- ให้จดจำทะเบียน ยี่ห้อ รุ่น สี และแจ้งสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ
กรณีเกิดอุบัติเหตุและเสียหายไม่มาก และไม่มีโทรศัพท์ติดต่อ
- กรณี เป็นฝ่ายถูก ให้คู่กรณีกรอกรายละเอียดและเซ็นเอกสาร “ใบยินยอมรับผิด” จากนั้นเคลื่อนย้ายรถเพื่อหาโทรศัพท์ติดต่อบริษัทประกันภัยหรือหากต้องการตกลงค่าเสียหาย จะต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบก่อน
- กรณีคู่กรณีไม่มีบัตรประจำตัวหรือหลักฐานใด ๆ ให้ติดต่อบริษัทประกันภัยหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- กรณีที่เป็นฝ่ายผิดและคู่กรณียินยอมแลกรายละเอียดซึ่งกันและกัน เช่น ชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน โทรศัพท์ รวมทั้งรายละเอียดรถสองฝ่าย เช่น ยี่ห้อ สี ทะเบียน ความเสียหาย แล้วนัดพบภายหลัง พร้อมทั้งแจ้งให้บริษัทประกันภัยให้ทราบ แต่ถ้าคู่กรณีไม่ยินยอมต้องติดต่อบริษัทประกันภัย
- กรณีตกลงกันไม่ได้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำเครื่องหมาย แล้วเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุ หรือแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
ข้อกฎหมายที่ควรทราบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
- กรณีที่ท่านเป็นฝ่ายผิดท่านต้องรับผิดทางอาญา ส่วนทางแพ่งบริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- หากว่าท่านถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ และได้ซื้อความคุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยเพื่อนำหลักทรัพย์มาขอประกันตัวตามวงเงินที่ได้ซื้อความคุ้มครอง
- หากเกิดอุบัติเหตุแล้วหลบหนี ตามกฎหมายจะสันนิษฐานว่าท่านเป็นฝ่ายผิด
- พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิ์ควบคุมตัวท่านไว้ หากไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือตายในอุบัติเหตุ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ควรปฏิบัติตามขั้นตอน ต่อไปนี้
การแจ้งเกิดอุบัติเหตุ
- กรณีเป็นสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน (Knock for Knock) ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามสัญญาของ Knock for Knock (ก็คือสัญญาที่บริษัทของผู้เอาประกันแต่ละฝ่าย จะรับผิดชอบในความเสียหายของรถยนต์ที่ตนรับประกันภัยไว้ ภายใต้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความประมาทของฝ่ายใด การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน )
สัญญาสละสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน (Knock for Knock)
1 ) ต้องเป็นการประกันภัยรถยนต์สี่ล้อประเภท 1 เท่านั้น (ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถบรรทุก)
2 ) ตรวจดูรายละเอียดใบเหลืองว่าตรงกับรถคู่กรณีหรือไม่ และหมดอายุหรือไม่
3 ) สามารถขอรับเอกสารใบเหลืองใหม่ได้จากบริษัทประกันภัย
โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
1 ) กรอกข้อความรายละเอียดต่าง ๆ ลงในเอกสาร "KNOCK FOR KNOCK" ให้ครบถ้วน
2 ) ให้ผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย ลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วจึงแลกเปลี่ยนกับเอกสารของคู่กรณี
3 ) แยกย้ายจากที่เกิดเหตุได้ทันที
4 ) นำเอกสารที่ได้จากคู่กรณี มาติดต่อบริษัทฯ เพื่อดำเนินการแจ้งเหตุและจัดซ่อมต่อไป
กรณีตกลงกันไม่ได้ว่า ใครเป็นฝ่ายผิดใครเป็นฝ่ายถูกให้ดำเนินการดังนี้
1 ) ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำเครื่องหมาย ณ ที่เกิดเหตุแล้วเคลื่อนรถออกจากที่เกิดเหตุ
2 ) แจ้งบริษัทประกันโดยทันที
หากรถคู่กรณีไม่มีประกัน หรือมีประกันภัยประเภทอื่น ที่มิใช่ประเภท 1 ให้ออกเอกสาร "ใบยินยอมรับผิด" ให้คู่กรณีโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
หากท่านเป็นฝ่ายผิด
1) ให้ท่านกรอกรายละเอียดลงในใบยินยอมรับผิดและลงชื่อท่าน
2 ) กรอกรายละเอียดของคู่กรณีแจ้งรายละเอียดความเสียหายและให้คู่กรณีลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
3 ) ฉีกตัวจริงให้คู่กรณีเพื่อมาติดต่อบริษัทประกันต่อไป
หากท่านเป็นฝ่ายถูก
1 )ให้คู่กรณีกรอกรายละเอียด หรือท่านกรอกเอง
2 )ลงชื่อทั้งคู่ไว้เป็นหลักฐาน โดยฉีกสำเนาให้คู่กรณี และเก็บตัวจริงไว้เพื่อติดต่อบริษัทประกันต่อไป
3 )หากท่านมีข้อสงสัย โปรดติดต่อบริษัทประกันที่ท่านได้ซื้อไว้
- กรณีเกิดอุบัติเหตุให้แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุของบริษัทประกันภัยทันทีที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ข้อมูล ที่ควรเตรียมไว้แจ้งอุบัติเหตุ ได้แก่ ชื่อผู้ขับขี่ ทะเบียนรถ ยี่ห้อ รุ่น สี เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ลักษณะการเกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุและจุดสังเกต (กรณีมีการเคลื่อนย้ายรถหรือสถานที่นัดหมายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที)
- ควรสอบถามชื่อผู้รับแจ้งอุบัติเหตุและชื่อเจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ
ณ จุดเกิดอุบัติเหตุ
- ห้าม แยกรถออกจากกันโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขีดเส้น หรือจนกว่าเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยจะไปถึงที่เกิดเหตุ (หากเป็นสัญญา Knock for Knock ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนสัญญา Knock for Knock) ได้เลย
- ห้ามตกลงค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น และอย่ายอมรับผิด หากไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดผิด ให้รอจนกว่าพนักงานจะไปถึงที่เกิดเหตุ
- หากว่าคู่กรณีแสดงอาการพิรุธหรืออาจจะหนี ให้รีบจดรายละเอียดผู้ขับขี่รถคู่กรณี เช่น ชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน โทรศัพท์ และรายละเอียดรถคู่กรณี เช่น ความเสียหาย ยี่ห้อ สี ทะเบียน ไว้ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานจะไปถึงที่เกิดเหตุ
- กรณีที่เฉี่ยวชนแล้วหลบหนี ให้รีบจดรายละเอียดรถคู่กรณี เช่น ความเสียหาย ยี่ห้อ สี ทะเบียน ให้ละเอียดที่สุด แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- กรณีเฉี่ยวชนหลายคัน หากรถคู่กรณีคันใดขอแยกย้ายไปก่อนให้จดรายละเอียดผู้ขับขี่ และรถคู่กรณีรวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์
- กรณี รถตกลงไปในน้ำ และไม่สะดวกในการติดต่อบ.ประกันภัย ให้นำรถขึ้นจากน้ำโดยเร็วที่สุด และห้ามสตาร์ทเครื่องเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องมากขึ้น
กรณีเป็นฝ่ายถูก
- ควรให้คู่กรณียอมรับผิดโดยการลงชื่อในใบคำขอยอมรับผิดเสียก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- ควรจดทะเบียนรถคู่กรณี ชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ของผู้ขับขี่ และเจ้าของรถยนต์ในกรณี ที่เจ้าของรถยนต์ไม่ได้เป็นผู้ขับขี่เอง
- ควรจดชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ของพยานในที่เกิดเหตุ (ถ้ามี)
- แจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
- หากเป็นการประกันชั้น 3 (คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อบุคคลภายนอก) บริษัทประกันภัยจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสถานที่เกิดเหตุหรือสถานีตำรวจ (หากมีความจำเป็น)
กรณีเป็นฝ่ายผิด
- ให้เขียนชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ให้แก่คู่กรณี
- เคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
กรณีไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด
- แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่เกิดอุบัติเหตุ
- รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและทำเครื่องหมายบริเวณอุบัติเหตุ แล้วเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
- ไม่ควรลงชื่อในเอกสารใด ๆ กับคู่กรณี
- แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น
กรณีคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ
- ให้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยด่วนจากนั้นแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
- แสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบว่ามีประกัน พ.ร.บ.
- อย่าตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณี โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย
- แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีที่เรื่องถึงสถานีตำรวจ
กรณีคู่กรณีเสียชีวิต
- ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
- ท่านต้องรับผิดทางอาญา ส่วนทางแพ่งบริษัทประกันภัยจะเข้าร่วมเจรจาและให้คำปรึกษา พร้อมทั้งต้องรับผิดชอบค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยในการตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณี
กรณีถูกชนแล้วคู่กรณีหนี
- ให้จดจำทะเบียน ยี่ห้อ รุ่น สี และแจ้งสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ
กรณีเกิดอุบัติเหตุและเสียหายไม่มาก และไม่มีโทรศัพท์ติดต่อ
- กรณี เป็นฝ่ายถูก ให้คู่กรณีกรอกรายละเอียดและเซ็นเอกสาร “ใบยินยอมรับผิด” จากนั้นเคลื่อนย้ายรถเพื่อหาโทรศัพท์ติดต่อบริษัทประกันภัยหรือหากต้องการตกลงค่าเสียหาย จะต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบก่อน
- กรณีคู่กรณีไม่มีบัตรประจำตัวหรือหลักฐานใด ๆ ให้ติดต่อบริษัทประกันภัยหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- กรณีที่เป็นฝ่ายผิดและคู่กรณียินยอมแลกรายละเอียดซึ่งกันและกัน เช่น ชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน โทรศัพท์ รวมทั้งรายละเอียดรถสองฝ่าย เช่น ยี่ห้อ สี ทะเบียน ความเสียหาย แล้วนัดพบภายหลัง พร้อมทั้งแจ้งให้บริษัทประกันภัยให้ทราบ แต่ถ้าคู่กรณีไม่ยินยอมต้องติดต่อบริษัทประกันภัย
- กรณีตกลงกันไม่ได้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำเครื่องหมาย แล้วเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุ หรือแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อทำการสำรวจอุบัติเหตุและสภาพความเสียหาย
ข้อกฎหมายที่ควรทราบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
- กรณีที่ท่านเป็นฝ่ายผิดท่านต้องรับผิดทางอาญา ส่วนทางแพ่งบริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- หากว่าท่านถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ และได้ซื้อความคุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยเพื่อนำหลักทรัพย์มาขอประกันตัวตามวงเงินที่ได้ซื้อความคุ้มครอง
- หากเกิดอุบัติเหตุแล้วหลบหนี ตามกฎหมายจะสันนิษฐานว่าท่านเป็นฝ่ายผิด
- พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิ์ควบคุมตัวท่านไว้ หากไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือตายในอุบัติเหตุ
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
เกิดอุบัติเหตุรถชนกันมีประกันชั้น 1 ทั้งสองฝ่าย ควรทำอย่างไรดี?
เกิดอุบัติเหตุรถชนกันมีประกันชั้น 1 ทั้งสองฝ่าย ควรทำอย่างไรดี?
ประกันชั้น 1 ครอบคลุมทุกอย่างไม่จำเป็นต้องรถชนรถ แต่ต้องเกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น
กรณีศึกษาเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด ต้องให้ฝ่ายประกันของเราและคู่กรณี(ผู้เสียหาย)เจรจากันและหากทั้งคู่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าผลต่างอยู่ที่เท่าไหร่ ทางคู่กรณี(ผู้เสียหาย)และทางฝ่ายประกันของคู่กรณีสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากเราได้เมื่อทางฝ่ายประกันเราไม่มีความสามารถที่จะจ่าค่าเสียหายตามที่ถูกเรียกร้องได้ครบ ซึ่งเราต้องรับผิดชอบในผลต่าง
- กรณีที่เกิดความเสียหายเฉพาะกับตัวรถยนต์ซึ่งสามารถประเมินค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนตัวเงินได้ เกิดความเสียหายเท่าใดก็เรียกร้องค่าความเสียหายได้เท่านั้น ถ้าไม่เกินวงเงินประกันก็จ่ายไป แต่ถ้าเกินก็ต้องเสียในส่วนต่างที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งโดยส่วนมากจะไปจบโดยให้พนักงานสอบสวนปรับ 400-1000 บาท
- แต่กรณีที่เกิดเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและภาวะจิตใจนั้นซึ่งไม่อาจสามารถประเมินค่าเป็นจำนวนเงินได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคู่กรณี(ผู้เสียหาย)จะเรียกร้องกับผู้ทำความเสียหายจะตกลงกัน ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจของผู้เสียหายทำให้เป็นการยากที่จะเจรจากันได้โดยง่ายเมื่อเกิดเหตุขึ้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นไม่สามารถตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกใครเป็นฝ่ายผิด แต่มีหน้าที่สำคัญคือไกลเกลี่ยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้ตกลงกันอย่างเรียบร้อยและลงบันทึกประจำวันเอาไว้เท่านั้น
ส่วนกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ใครจะฟ้องร้องกันอย่างไร ก็ต้องไปฟ้องร้องกันที่ศาลเอาเอง ก็เป็นที่รู้ๆกันว่าส่วนมากทางประกันมักไม่ค่อยที่จะยอมจ่ายให้และไม่ให้เรายอมรับผิดถ้ากรณีที่ไม่ผิดจริงๆแบบเห็นจะ ๆ เช่น ผิดกฎจราจร เมาแล้วประมาท อันนี้บางที่ประกันก็ไม่จ่ายเพราะมีระบุไว้ในข้อยกเว้นกรมธรรม์
อีกเรื่องหนึ่งคือหากผลต่างไม่มากเกินไปจะยอมเสียก็ได้ จะดีกว่าถ้าคุณต้องเสียเบี้ยประกันที่แพงขึ้นในปีถัดไป
ประกันชั้น 1 ครอบคลุมทุกอย่างไม่จำเป็นต้องรถชนรถ แต่ต้องเกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น
กรณีศึกษาเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด ต้องให้ฝ่ายประกันของเราและคู่กรณี(ผู้เสียหาย)เจรจากันและหากทั้งคู่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าผลต่างอยู่ที่เท่าไหร่ ทางคู่กรณี(ผู้เสียหาย)และทางฝ่ายประกันของคู่กรณีสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากเราได้เมื่อทางฝ่ายประกันเราไม่มีความสามารถที่จะจ่าค่าเสียหายตามที่ถูกเรียกร้องได้ครบ ซึ่งเราต้องรับผิดชอบในผลต่าง
- กรณีที่เกิดความเสียหายเฉพาะกับตัวรถยนต์ซึ่งสามารถประเมินค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนตัวเงินได้ เกิดความเสียหายเท่าใดก็เรียกร้องค่าความเสียหายได้เท่านั้น ถ้าไม่เกินวงเงินประกันก็จ่ายไป แต่ถ้าเกินก็ต้องเสียในส่วนต่างที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งโดยส่วนมากจะไปจบโดยให้พนักงานสอบสวนปรับ 400-1000 บาท
- แต่กรณีที่เกิดเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและภาวะจิตใจนั้นซึ่งไม่อาจสามารถประเมินค่าเป็นจำนวนเงินได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคู่กรณี(ผู้เสียหาย)จะเรียกร้องกับผู้ทำความเสียหายจะตกลงกัน ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจของผู้เสียหายทำให้เป็นการยากที่จะเจรจากันได้โดยง่ายเมื่อเกิดเหตุขึ้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นไม่สามารถตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกใครเป็นฝ่ายผิด แต่มีหน้าที่สำคัญคือไกลเกลี่ยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้ตกลงกันอย่างเรียบร้อยและลงบันทึกประจำวันเอาไว้เท่านั้น
ส่วนกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ใครจะฟ้องร้องกันอย่างไร ก็ต้องไปฟ้องร้องกันที่ศาลเอาเอง ก็เป็นที่รู้ๆกันว่าส่วนมากทางประกันมักไม่ค่อยที่จะยอมจ่ายให้และไม่ให้เรายอมรับผิดถ้ากรณีที่ไม่ผิดจริงๆแบบเห็นจะ ๆ เช่น ผิดกฎจราจร เมาแล้วประมาท อันนี้บางที่ประกันก็ไม่จ่ายเพราะมีระบุไว้ในข้อยกเว้นกรมธรรม์
อีกเรื่องหนึ่งคือหากผลต่างไม่มากเกินไปจะยอมเสียก็ได้ จะดีกว่าถ้าคุณต้องเสียเบี้ยประกันที่แพงขึ้นในปีถัดไป
วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ซ่อมห้าง และ ซ่อมอู่ ต่างกันอย่างไร(ข้อดีข้อเสีย)
ซ่อมห้าง และ ซ่อมอู่ ต่างกันอย่างไร?
เมื่อตอนทำประกันภัยชั้น 1 จะมีให้เลือกนะครับว่าจะเอาซ่ิอมห้าง(ซ่อมที่ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ)หรือซ่อมอู่ กรณีที่เราทำซ่อมอู่แต่อยากจะให้นำไปซ่อมห้างก็ต้องเสียเงินเพิ่มเรียกว่า "ค่าเสียส่วนต่าง" ย่อมแน่นอนว่าทำไมซ่อมที่ศูนย์บริการก็ต้องย่อมมีราคาที่แพงกว่าซ่อมอู่รถทั่วไปอยู่แล้ว
เรามาลองดูข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบกันดีกว่าครับ
ซ่อมห้าง ข้อดี
- มีอะไหล่ที่มีความพร้อมในการซ่อม เป็นอะไหล่้แท้ใหม่ๆส่งตรงจากโรงงาน ไว้ใจได้และมีรับประกันการซ่้อม
- มีระบบแบบแผนในการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานศูนย์ อีกทั้งยีงมีผู้เชี่ยวชาญชำนาญการเฉพาะทางคอยให้บริการและคำปรึกษาอย่างถูกต้องเกี่ยวกับยี่ห้อรถนั้นๆ
- งานส่วนมากจะออกมาดีเพราะงานส่งผลต่อชื่อเสียงบริษัท (แล้วแต่ศูนย์แล้วแต่ดวง)
- เหมาะกับสำหรับรถยี่ห้อใหม่เพราะมีอะไหล่ใหม่ๆอยู๋ ซึ่งซ่อมอู่บางที่ยังไม่มีอะไหล่รถใหม่ๆ
ซ่อมห้าง ข้อเสีย
- เสียเวลาในการรอซ่อมเสร็จนานมาก เพราะว่าเป็นศูนย์บริการคิวก็เลยเยอะเพราะคนเชื่อถือกันเยอะ
- แพงกว่าซ่อมอู่ เพราะมีค่าภาษี+ค่าแรง สูงกว่าการเข้าซ่อมอู่ (ค่อนข้างแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด)
- บางครั้งอะไหล่ก็ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน(ยังดีๆอยู่เลย) ก็เปลี่ยนให้เฉย ซึ่งทำให้เราต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย
- ในบางจัดหวัดนั้นไม่มีศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆ
ซ่อมอู่ ข้อดี
- ราคาเบี้ยประกันถูกกว่าซ่อมศูนย์ (ถูกกว่ามากๆเป็นหลักพันเลย)
- มีความยืดหยุ่น ก็คือสามารถต่อรองราคากันได้ และเจรจากันง่ายกว่าซ่้อมศูนย์
- อู่รถมีให้เลือกเยอะกว่าศูนย์บริการ และบางที่ขอบอกได้เลยว่าซ่อมดีกว่าซ่อมที่ศูนย์บริการเสียอีก
- รวดเร็วกว่าการซ่อมห้าง
- ถ้าบางที่เขารับเป็นเฉพาะยี่ห้อๆไปก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเขาน่าจะมีของยี่ห้อนั้นจริงๆ
ซ่อมอู่ ข้อเสีย
- อะไหล่ อาจจะเป็นของแท้หรือของเทียมก็ได้(ของเวียนซ่อมก็มีิสิทธิ์) แต่ตรงนี้บริษัทประกันจะเป็นผู้รับรองอะไหล่
- เมื่อซ่้อมเสร็จแล้วเกิดปัญหาขึ้น บางทีอู่นั้นอาจจะไม่แก้ไขให้และปัดความรับผิดชอบ
- มีสิทธิ์ถูกโกงได้ บางคนที่ไม่มีความรู้ด้านอะไหล่รถยนต์ก็ถูกหลอก เ้พราะเอาอะไหล่อื่นไปใส่ในรถของเราแทน (ที่มีราคาถูกกว่าหรือไม่ตรงกับตัวรถ)
เมื่อตอนทำประกันภัยชั้น 1 จะมีให้เลือกนะครับว่าจะเอาซ่ิอมห้าง(ซ่อมที่ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ)หรือซ่อมอู่ กรณีที่เราทำซ่อมอู่แต่อยากจะให้นำไปซ่อมห้างก็ต้องเสียเงินเพิ่มเรียกว่า "ค่าเสียส่วนต่าง" ย่อมแน่นอนว่าทำไมซ่อมที่ศูนย์บริการก็ต้องย่อมมีราคาที่แพงกว่าซ่อมอู่รถทั่วไปอยู่แล้ว
เรามาลองดูข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบกันดีกว่าครับ
ซ่อมห้าง ข้อดี
- มีอะไหล่ที่มีความพร้อมในการซ่อม เป็นอะไหล่้แท้ใหม่ๆส่งตรงจากโรงงาน ไว้ใจได้และมีรับประกันการซ่้อม
- มีระบบแบบแผนในการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานศูนย์ อีกทั้งยีงมีผู้เชี่ยวชาญชำนาญการเฉพาะทางคอยให้บริการและคำปรึกษาอย่างถูกต้องเกี่ยวกับยี่ห้อรถนั้นๆ
- งานส่วนมากจะออกมาดีเพราะงานส่งผลต่อชื่อเสียงบริษัท (แล้วแต่ศูนย์แล้วแต่ดวง)
- เหมาะกับสำหรับรถยี่ห้อใหม่เพราะมีอะไหล่ใหม่ๆอยู๋ ซึ่งซ่อมอู่บางที่ยังไม่มีอะไหล่รถใหม่ๆ
ซ่อมห้าง ข้อเสีย
- เสียเวลาในการรอซ่อมเสร็จนานมาก เพราะว่าเป็นศูนย์บริการคิวก็เลยเยอะเพราะคนเชื่อถือกันเยอะ
- แพงกว่าซ่อมอู่ เพราะมีค่าภาษี+ค่าแรง สูงกว่าการเข้าซ่อมอู่ (ค่อนข้างแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด)
- บางครั้งอะไหล่ก็ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน(ยังดีๆอยู่เลย) ก็เปลี่ยนให้เฉย ซึ่งทำให้เราต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย
- ในบางจัดหวัดนั้นไม่มีศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆ
ซ่อมอู่ ข้อดี
- ราคาเบี้ยประกันถูกกว่าซ่อมศูนย์ (ถูกกว่ามากๆเป็นหลักพันเลย)
- มีความยืดหยุ่น ก็คือสามารถต่อรองราคากันได้ และเจรจากันง่ายกว่าซ่้อมศูนย์
- อู่รถมีให้เลือกเยอะกว่าศูนย์บริการ และบางที่ขอบอกได้เลยว่าซ่อมดีกว่าซ่อมที่ศูนย์บริการเสียอีก
- รวดเร็วกว่าการซ่อมห้าง
- ถ้าบางที่เขารับเป็นเฉพาะยี่ห้อๆไปก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเขาน่าจะมีของยี่ห้อนั้นจริงๆ
ซ่อมอู่ ข้อเสีย
- อะไหล่ อาจจะเป็นของแท้หรือของเทียมก็ได้(ของเวียนซ่อมก็มีิสิทธิ์) แต่ตรงนี้บริษัทประกันจะเป็นผู้รับรองอะไหล่
- เมื่อซ่้อมเสร็จแล้วเกิดปัญหาขึ้น บางทีอู่นั้นอาจจะไม่แก้ไขให้และปัดความรับผิดชอบ
- มีสิทธิ์ถูกโกงได้ บางคนที่ไม่มีความรู้ด้านอะไหล่รถยนต์ก็ถูกหลอก เ้พราะเอาอะไหล่อื่นไปใส่ในรถของเราแทน (ที่มีราคาถูกกว่าหรือไม่ตรงกับตัวรถ)
วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ประเภทของการประกันภัยรถยนต์
ความเสียหายทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องเกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการแบกรับความเสี่ยงไว้กับตนเอง (ความหมายคือจ่ายเงินในราคาแพง เช่น รถพังแต่ไม่ได้ทำประกัน จบเลยต้องควักเงินตัวเองออกจ่ายทั้งหมด เหอะๆ) จึงมีการประกันภัยรถยนต์เกิดขึ้น ทุกวันนี้มีรถมากมาย อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ปีๆหนึ่งมีการเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทยจากรถยนต์มากมายนัก พูดมายาวละมาดูกันดีกว่า
ประเภทของการประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1 ) ภาคสมัครใจ แบ่งออกเป็นดังนี้
ประกันชั้น 1 ***มือใหม่นิยมเพราะว่าชอบขับรถชนอยู่บ่อยๆจนรถตัวเองพังหรือเกิดรอย
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
ประเภทของการประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1 ) ภาคสมัครใจ แบ่งออกเป็นดังนี้
ประกันชั้น 1 ***มือใหม่นิยมเพราะว่าชอบขับรถชนอยู่บ่อยๆจนรถตัวเองพังหรือเกิดรอย
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ไปชนข้าวของคนอื่นพังเกิดความเสียหาย)
- ความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (ขับรถชนแล้วรถเราบุบแตกหัก)
- ความรับผิดต่อความสูญหายหรือไฟไหม้ของรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (รถหายก็ได้นะแต่ต้องรีบแจ้ง)
- ความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (ขับรถชนแล้วรถเราบุบแตกหัก)
- ความรับผิดต่อความสูญหายหรือไฟไหม้ของรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (รถหายก็ได้นะแต่ต้องรีบแจ้ง)
ประกันชั้น 2 ***เริ่มเซียนละคิดว่าเจ๋งไม่ต้องหรอกประกันตัวรถ เบี้ยประกันจะได้ถูกลง
2 ) ภาคบังคับ (พ.ร.บ. หรือที่เรียกกันว่า ประกันภัย พ.ร.บ. นั่นเอง)
ก็คือรถทุกคัน ทุกประเภทต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. นั่นเองหากไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหหมาย สงสัยข้อมูลเพิ่มเติมจิ้มด้านล่างเลย
>>> ทำประกันภัย พ.ร.บ.เพื่ออะไร? <<<
ให้ความคุ้มครองดังนี้
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ไปชนข้าวของคนอื่นพังเกิดความเสียหาย)
- ความรับผิดต่อความสูญหายหรือไฟไหม้ของรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (รถหายก็ได้นะแต่ต้องรีบแจ้ง)
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ไปชนข้าวของคนอื่นพังเกิดความเสียหาย)
- ความรับผิดต่อความสูญหายหรือไฟไหม้ของรถยนต์คันที่เอาประกันภัย (รถหายก็ได้นะแต่ต้องรีบแจ้ง)
ประกันชั้น 3 ***รถเริ่มเก่าละไม่มีใครขโมยหรอก ส่วนไฟไหม้ก็ไม่มีทางไม่ได้ติด NGV ฮ่าๆ
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ไปชนข้าวของคนอื่นพังเกิดความเสียหาย)
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ไปชนข้าวของคนอื่นพังเกิดความเสียหาย)
ประกันชั้น 4 ***ยังไงซะก็ต้องคุ้มครองคนอื่นเราไม่ประมาทคนอื่นก็ประมาทได้ฉะนั้นเอาแค่นี้พอเบี้ยถูกด้วย
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
แล้วก็มีแบบประกันชั้น 2+ และ ประกันชั้น3+ แลดูยุ่งยากเยอะแยะไปหมดดูตารางด้านล่างเอานะครับ
สัญลักษณ์ * คือต้องเกิดจากกรณีอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ (ขับรถไปชนคนอื่นบาดเจ็บหรือคนในรถกระแทกหัวแตกเพราะเบรคตอนรถชน ก็คุ้มครองค่าใช้จ่ายนะ)
แล้วก็มีแบบประกันชั้น 2+ และ ประกันชั้น3+ แลดูยุ่งยากเยอะแยะไปหมดดูตารางด้านล่างเอานะครับ
2 ) ภาคบังคับ (พ.ร.บ. หรือที่เรียกกันว่า ประกันภัย พ.ร.บ. นั่นเอง)
ก็คือรถทุกคัน ทุกประเภทต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. นั่นเองหากไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหหมาย สงสัยข้อมูลเพิ่มเติมจิ้มด้านล่างเลย
>>> ทำประกันภัย พ.ร.บ.เพื่ออะไร? <<<
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556
การเคลม ประกันรถยนต์ (ตอนที่ 3)
บางที รถเราทำประกันชั้น 1 มา 3 ปีติดต่อกัน ไม่เคยเคลมเลย พนักงานเคลมยังเคยถามเลย พี่จะเคลมรอบคันมั้ย อะไรแบบนี้ ผมเจอหลาย ๆ บริษัท มักพูดเกริ่นแบบนี้ ซึ่งการเคลมลักษณะนี้ เรียกว่า การเคลมแห้ง แต่ทั้งนี้ การเคลมแห้ง มันก็ต้องดูความเป็นไปได้ กับ ร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ ว่ามันสมเหตุสมผลไหม ไม่ใช่ว่า จะเคลมเพื่อหนีค่า excess อย่างเดียว แต่ไม่ดูอะไรเลย
เช่น รถโดน Taxi เบียดมา ประตูบี้เลย สี เขียว เหลือง ยังติดอยู่ที่ประตูเป็นแถบ แต่คุณไปบอกประกันว่า เบียดประตูบ้าน มันก็ยากจะเชื่อครับ เพราะร่องรอยมันฟ้องอยู่แล้วว่า มีสี เขียว เหลืองติด นอกจาก ประตูบ้านคุณจะทาสี เหลือง เขียว มันก็อีกเรื่องนึง แต่ผมว่า มันยากนะ สำหรับ การเคลมแล้วมี สีรถคันอื่นติดอยู่ แล้วเราบอกว่า เฉี่ยว ต้นไม้ เสาไฟฟ้า อะไรแบบนี้ จริง ๆ เรื่อง วัน เวลา ส่วนใหญ่ อย่างที่ผมบอกข้างต้น ว่า บางที พนักงานเคลม เขาก็ เป็นผู้บอกให้เราเขียนตามที่เขาบอก
แต่ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่า มันจะมีผลอะไรหรือปล่าว หากไม่แจ้งเป็นระยะเวลานาน ๆ จน ลักษณะรอยแผลมันเปลี่ยน เช่น รถโดนเบียด จนสีหลุด ผ่านไป 2 เดือน สนิมขึ้น แล้วคุณไปเคลม คุณบอกว่า เพิ่งเบียดมาเมื่อวาน มันก็ดูแปลก ๆ ว่า ทำไม สนิมขึ้นได้ขนาดนั้น
จริง ๆ แล้ว หากเป็นไปได้ ควรรีบแจ้งเคลม จะดีที่สุดครับ หรือ ง่าย ๆ ก็ โทรเข้าไปแจ้งที่บริษัท ประกันเอาไว้ก่อน เพื่อที่เขาจะได้ออกเลขไว้เป็นหลักฐานครับ ว่าเราเกิดเหตุวันนี้ อะไรแบบนี้
แต่ จริง ๆ แล้ว ถ้าร่องรอยนั้น มันทิ้งไว้นานได้ เช่น กันชนซึ่งเป็นพลาสติกครูด สีหลุด กรณีนี้ จะทิ้งไป 8 เดือนไปเคลม ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ
ประกันชั้น 1 นั้น ครอบคลุมแทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็น ฝ่ายผิด หรือ ไม่ว่าคุณจะเกิดอุบัติเหตุกับ สิ่งอื่น ๆ เช่น ขับรถชนวัว วัวกลิ้งขึ้นหลังคา ก็ต้องเคลมทั้งหมด ได้แก่
- ขับรถชนเสาไฟฟ้า รถเสียหาย ก็จะเคลมทั้งหมด
- ขับ ๆ อยู่ โดนหินกระเด็นโดนกระจกหน้าแตก ก็จะเคลมได้
- ยางระเบิด รถพลิกคว่ำ รถเสียหาย ก็จะเคลมทั้งหมด
ซึ่งจุดนี้ มันต่างจากประกัน ประเภทอื่น ๆ เช่น 2+ 3+ อะไรพวกนี้
อย่างโฆษณาที่บอกว่า ประกัน 2+ ซ่อมคู่กรณีด้วย รถประกันด้วย ในวงเงิน 100,000 บาท อะไรแบบนี้ แต่สิ่งที่บางท่านอาจไม่รู้คือ การที่ประกันชั้น 2+ นั้น จะเคลมให้คุณ จะต้องเป็นการเกิดเหตุระหว่าง รถ กับ รถ ครับ ไม่ใช่ รถกับวัสดุอื่น
ดังนั้น หากคุณขับไปชนขอบทาง รถเสียหาย ประกัน 2+ ไม่คุ้มครอง
หากคุณขับไป ยางระเบิด รถเสียหลักพลิกคว่ำ ประกัน 2+ ไม่คุ้มครอง
นี่คือ สิ่งที่มันต่างจากประกันชั้น 1 ครับ
ส่วน ในการเคลมค่าสินไหมของ ประกันชั้น 1 นั้น อย่างที่ผมบอกว่า แทบทุกอย่าง สามารถเคลมได้ แต่ทั้งนี้ คุณจะต้อง ทราบว่า สาเหตุที่มันเกิดร่องรอย มันเกิดจากอะไร สมมติ คุณถอยรถไปเบียดเสาไฟฟ้า และไปแจ้งเคลม ก็บอกว่า รถเบียดเสาไฟฟ้า อันนี้ก็เคลมได้ เพราะถือว่า เสาไฟฟ้าเป็นคู่กรณีได้ หรือ ขับไปเบียดฟุตบาท ก็ถือว่า ฟุตบาทเป็นคู่กรณีได้ ในทางกลับกัน หาก คุณไม่สามารถแจ้งให้บริษัทประกันได้ คุณจะต้องโดนเก็บค่า excess 1,000 บาท ต่อ การเคลม 1 กรณีครับ
ตัวอย่างคุณจอดรถไว้ที่ห้าง ปรากฏว่า กลับมา มีใครก็ไม่รู้ ขับมาเบียดรถคุณ และคุณไปแจ้งประกัน ว่า โดนใครไม่รู้เบียด กรณีนี้ คุณจะโดนเก็บ excess 1,000 บาทครับ แต่ถ้ากรณีเดียวกัน คุณไปโกหกบริษัทประกันว่า คุณไปเบียดประตูบ้านเอง ประกันก็จะไม่เก็บค่า excess คุณนะครับ
แต่ทั้งนี้ ถ้าคุณคิดจะโกหกแจ้งบริษัทประกัน ก็อย่าไปโกหกว่า โดนรถไม่ว่าชนิดไหนเฉี่ยวชนนะครับ เพราะ เรื่องจะยาวครับ คือ อย่าบอกว่า ชนกับรถ ไม่ว่าจะ มอเตอร์ไซด์ หรือ รถยนต์ ดีที่สุดครับ เพราะ หากคุณแจ้งอย่างนั้น คุณต้องบอกทะเบียนคันที่มาชนคุณให้ได้ด้วยครับ ไม่งั้นก็ ไม่ต่างอะไรกับ การแจ้งประกันว่า โดนชนแล้วหนี ก็โดนค่า excess อยู่ดี แถมเสียประวัติอีกต่างหาก
ประกันชั้น 1 เขาจะมี การเรียกว่า ประวัติดี คือ หาก เราทำประกันไป 1 ปี ไม่มีเคลมเลย
ในปีต่อ ๆ ไป ทางบริษัท เขาจะมีประมาณ no claim bonus โบนัส ลดเบี้ยให้คุณในปีต่อ ๆ ไปครับ
ในทางกลับกัน หากคุณมีการเคลมเยอะ เช่น เกิน 200 % ของมูลค่าเบี้ยที่เสีย เช่น เบี้ยปีละ 20,000 แต่เคลมไป 40,000 บาท อะไรแบบนี้ ในปีต่อ ๆ ไป คุณน่าจะโดนเก็บเบี้ยที่สูงขึ้นมาก ทางที่ดี หากมีการเคลมเยอะ ให้เปลี่ยนบริษัทดีกว่าครับ
เรื่อง ซ่อมห้าง กับ ซ่อมอู่
จริง ๆ สมัยนี้ หลาย ๆ ห้างที่เป็นศูนย์ซ่อมสีตัวถัง ก็จะรับใบเคลมที่เป็น ใบเคลมห้าง และใบเคลมอู่เหมือนกันครับ พูดง่าย ๆ คือ คุณสามารถถือใบเคลมอู่ไปซ่อมห้างได้ หากห้างนั้น เขาแจ้งว่า รับใบเคลมอู่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่การซ่อมห้างกับซ่อมอู่มันก็ต่างกันตรงการขออนุมัติเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งซ่อมห้าง จะเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่ายกว่า ซ่อมอู่ แต่นอกนั้น การโป้ว การเคาะ การพ่นสี มันเหมือนกันทุกอย่างครับ ไม่มีการแยกว่า รถคันนี้ เบี้ยอู่ ใช้สีอีกเกรดนึง อะไรแบบนี้
การเคลม ประกันรถยนต์ (ตอนที่ 2)
ผมทำประกันชั้น 1 เผลอถอยรถไปครูดเสา จึงแจ้งประกันมาเคลมประกัน
เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องเสียค่า Excess 1000 บาท ตาม คปภ.ใหม่ปี 2552
ผมแย้งไปว่า การถอยมาครูดเสาถือเป็นการชนอย่างหนึ่ง ทำไมต้องเสียค่า Excess
เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า ตาม คปภ.2552-2553 การชนคือชิ้นส่วนต้องบุบ แตก หรือหักเท่านั้น ถึงจะไม่ต้องเสียค่า Excess 1000 บาท หากเป็นแผลเล็กน้อย ไม่แตก ไม่หัก ไม่บุบ ต้องจ่ายค่า Excess 1000 บาท อึ้งไปสิครับโดนพวกนี้มันเล่นคำเข้าให้ เราต้องระวังให้ดีพวกนี้มันทำเป็นรู้กฎหมาย เราต้องรู้ตามทันให้ได้
ตามเงื่อนไข คปภ. ข้อนี้ครับ
" กรณีรถยนต์ชนกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถยนต์ เช่นรั้ว ต้นไม้ สัตว์ ก้อนหิน ที่ทำให้ตัวรถ และหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย บุบ แตก ร้าว ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก แต่ต้องสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงลักษณะการเกิดเหตุ วันเวลา และสถานที่อย่างชัดแจ้ง"
กรณีเคลมแล้วต้องเสีย 1,000 บาท ต่อครั้ง เช่น
- หินกระเด็นใส่รถยนต์ ยกเว้นบางกรณีสามารถยืดหยุ่นให้ได้เช่น หินกระเด็นใส่ส่วนกระจกหน้ารถยนต์
- ถูกแกล้ง ขีด-ขูด-ทุบ รถ หรือ ถูกสุนัข แมว ข่วนสีรถ เฉี่ยวกิ่งไม้เป็นรอย
- เหยียบตะปู หนูกัดสายไฟ ต้นไม้ล้มทับ
- และเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการชน หรือ คว่ำ ที่ต้องเสีย 1,000 บาท เพราะไม่ใช่เหตุ จากการชน หรือคว่ำ
ทั้งนี้อย่าอย่าเข้าใจผิดว่าเก็บ 1,000 บาท ต่อชิ้น ที่ถูกประกันจะเก็บ 1,000 บาท ต่ออุบัติเหตุ แต่ละครั้ง
ตัวอย่าง ที่ 1
นาย ก. ขับรถอยู่แล้วถูกหินไม่ทราบมาจากทางไหนกระเด็นใส่ ทำให้รถของนาย ก. มีแผล ตั้งแต่ กันชนหน้า หน้ากระจัง ฝากระโปรงหน้า กระจกบังลมหน้า หลังคา และ ฝากระโปรงหลัง รวม 6 แผล เมื่อแจ้งเคลม ประกันก็จะเก็บ ค่าความเสียหายส่วนแรก (excess) ได้แค่ 1,000 บาท ไม่ใช่เรียกเก็บ 6,000 บาท แต่อย่างใด เพราะแผลทั้ง 6 แผล บนรถของนาย ก. เป็นแผลที่เกิดจากเหตุที่มิได้เกิดจากการชน ในเหตุครั้งนั้นเดียว
ตัวอย่าง ที่ 2
นาย ก. ขับรถแล้วถูกหินกระเด็นใส่กระจกบังลมหน้าแตก นาย ก. จึงได้ขับรถต่อเพื่อหาปั๊มจอดรถตรวจสอบความเสียหาย ระหว่างขับอยู่ได้ชนกับสุนัขทำให้กันชนหน้า และหน้ากระจังแตก นาย ก. จึงจอดรถข้างทางลงไป ดูความเสียหาย ระหว่างนั้น ได้มีว่าวปลิวมาจากไหนไม่รู้ปลิวมาโดนรถทำให้ ประตูหน้าขวาบุบ หลังคาบุบ เหตุดังกล่าวเมื่อแจ้งเคลม ประกันจะเรียกเก็บ ค่าความเสียหายส่วนแรก เพียง 2,000 บาท แยกเป็น หินกระเด็นใส่ 1,000 และ โดนว่าว 1,000 บาท เนื่องจาก ความเสียหายเกิดจาก 2 เหตุการณ์และไม่เกี่ยวกับการชน แต่สำหรับ แผลที่ชนสุนัขไม่ต้องเสียตัง เพราะเกิดจากการชน
การเคลม ประกันรถยนต์ (ตอนที่ 1)
ว่ากันด้วยเรื่องเคลมประกันรถยนต์นะครับหลายคนคงจะเคยเจออะไรแบบนี้ หรือบางคนไม่เคยเจอก็โชคดีไปนะครับ อันนี้จะขอแชร์ประสบการณ์ไปเรื่อยๆนะครับ
เมื่อโดนรถชนสิ่งที่แรกที่ต้องทำคือ จดทะเบียนรถที่ชนให้ได้ ถ้าไม่อยากเสียเงินค่า excess 1000 บาท "เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์"(เงื่อนไขกรมธรรม์เนี่ยเป็นเงื่อนไขเดียวกันทุกบริษัทประกันครับ มาจาก คปภ. )เป็นคำพูดที่บริษัทประกันจะพูดกับคุณเมื่อรถถูกชนแล้วคู่กรณีหนีไปได้
วันหลังถ้ารถเรามีรอย แต่หาคู่กรณีไม่เจอ หรือมันหนีไปให้แจ้งว่าขับไปชน นู้น ชนนี่ เอาไว้ก่อนเลยครับแต่ปีหน้าเบี้ยขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราหาคู่กรณีที่แสดงได้ว่าเราเป็นฝ่ายถูก เพราะเราถูกชนรถเราจะไม่มีประวัติเป็นฝ่ายผิด นั่นแปลว่าจะได้ลดเบี้ยประกันในปีต่อไป แจ้งเหตุแบบไม่มีคู่กรณี อย่างไรตามเงื่อนไขก็ต้องโดนค่าปรับ
ผู้ใช้รถในเมืองไทย ส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองในการทำประกันภัยรถยนต์ แบบว่าเสียเบี้ยประกันไปแล้วหมื่นกว่า ก็ต้องไปเคลมมันทุกปี ต้องเคลมให้ได้เพราะว่าเดี๋ยวไม่คุ้ม พอบริษัทขึ้นเบี้ยประกัน ก็ด่าบริษัท แล้วก็ย้ายบริษัทไปเรื่อยๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เบี้ยประกันทุกวันนี้มันแพงขึ้นเรื่อยๆแบบไม่มีเหตุผล
กฏ Cash Before Cover เก็บเงินก่อนแล้วค่อยออกกรมธรรม์มาให้
ผู้เอาประกันภัยต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้เป็นหลักฐาน โดยบริษัทประกันภัยต้องจัดส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้ภายใน 15 วัน ใครที่โดนกั๊กไม่ได้กรมธรรม์สักทีให้ไปเอานะครับโดนโกงได้ง่ายๆ
เรื่องชนไม่มีคู่กรณี ถ้าแจ้งความก็เป็นฝ่ายถูก ได้ส่วนลดประวัติดีในปีถัดไป แต่ถ้าขี้เกียจไปแจ้งความก็เสียค่า Excess 1000 บาท
- เรื่องทะเบียนรถ ติดต่อ กรมการขนส่งทางบก
- เรื่องปัญหาการเคลมประกัน ติดต่อ คปภ.
- เรื่องค่า Excess จาก 2000 เป็น 1000 คปภ.ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้เอาประกัน
- เรื่องความคุ้มครอง พรบ.บุคคลที่ 3 จากครั้งละ 1 แสนเป็น 2 แสน แถมค่าชดเชยรายวันจากวันละ 100 เป็น 200 คปภ.ก็ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้เอาประกัน
- เรื่องย้ายประกัน อย่างไรเสียข้อมูลทั้งหมดก็เชื่อมโยงถึงกันทุกบริษัท ไม่มี
ส่วนลด อาจจะได้เบี้ยราคาเท่าเดิม เพราะตอนโบรกเกอร์ขายให้คุณเขาลดให้ พอไปซื้อกับบริษัทโดยตรงไม่มีส่วนลด ก็เลยรู้สึกว่าแพงกว่า เท่านั้นเอง
- เรื่องการเคลมสดหรือเคลมรอบคัน คปภ.บังคับให้ ประสบเหตุแล้วรีบแจ้งให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันพวกมิจฉาชีพที่หากินด้านนี้ และเพื่อให้ผู้เอาประกันรับผิดชอบไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
ทำประกันภัย พ.ร.บ. เพื่่ออะไร ?
หลายคนสงสัยว่าทำไปทำไม ทำไปนี่ไม่เคยรุ้เลยจริงๆ เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ
การทำประกันภัย พ.ร.บ. ตามพระราชบัญญัติมีประโยชน์อะไร คุ้มครองอะไรบ้าง?
ให้ความคุ้มครองทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ประสบอุบัติเหตุอันเกิด จากรถ ได้รับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตและ ร่างกาย โดยให้ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ในกรณี บาดเจ็บ และได้รับค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ 15,000 บาท ในกรณีเสียชีวิต รวมแล้วไม่เกิน 80,000 บาท เพื่อเป็นการบรรเทา ความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและครอบครัว
ง่ายๆก็คือคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชฃีวิตเพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที กรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าทำศพกรณีเสียชีวิต และ เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาาบาล ในการรับรักษาผู้ประสบภัยจากรถ (เช่น ถูกรถชน ถ้ามัวแต่จะหาผู้รับผิดชอบผู้บาดเจ็บก็ตายกันพอดีหรือบางทีไปส่งโรงพยาบาลแต่เขาไม่รับเพราะเป็นใครก็ไม่รู้จะได้เงินหรือปล่าวก็กลัวแต่จะขาดทุนกับโรงพยาบาลทำให้รักษาผู้ป่วยไม่ทันท่วงที่ พ.ร.บ.นี้จึงออกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ)
ผู้ได้รับความคุ้มครองจาก พรบ. นี้มีใครบ้าง
ประชาชนทุกๆคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ ไม่ว่าจะอยู่บนรถหรือที่ไหนก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร ผู้ขับขี่ หรือเดินอยู่ตามทางเดินเท้า ทั้งนี้รวมไปถึงทายาทของผู้ประสบภัยจากรถกร๊ผู้ประสบภัยเสียชีวิตด้วย
ใครบ้างมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.?
เจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ
รถประเภทไหนบ้างที่ต้องทำประกันตาม พ.ร.บ.?
รถทุกประเภทที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เช่น รถสี่ล้อ,สามล้อเครื่อง, รถจักรยานยนต์,รถบรรทุก,รถโดยสาร หรือแม้แต่รถพ่วง ยกเว้นรถไฟ
อะไรบ้างที่ใช้ในการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.?
กรมธรรม์ พ.ร.บ. กับเครื่องหมายแสดงการประกันภัยตาม พ.ร.บ.
ในกรณีบริษัทประกันวินาศภัยปฎิเสธการรับทำ พ.ร.บ. จะได้รับ โทษอย่างไร?
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 50,000 - 250,000 บาท
การปลอมเครื่องหมายติดหรือแสดงเครื่องหมายปลอมมีโทษอย่างไร?
มีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท
หลักฐานอะไรบ้างที่ต้องใช้ประกอบในกรณีขอเครื่องหมาย ใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุดหรือเสียหาย?
เครื่องหมายเดิม (ในกรณีหายจะต้องนำใบแจ้งความด้วย)
สำเนาบัตรประชาชน
ตารางกรมธรรม์ตัวจริงพร้อมสำเนา 1 ชุด
การฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. มีโทษอย่างไร?
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และผู้ที่นำรถไม่มีประกันภัย ตาม พ.ร.บ. มาใช้มีโทษปรับเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเป็นเจ้าของรถเอง ต้องโทษเป็น 2 กระทง
กองทุนทดแทนคืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร? (บางคนถูกชนก็ไม่ยอมไปรับเงินเพราะไม่รู้ ตอนนี้ดอกเบี้ยนี่งอกจนเบิกบานแล้วครับ)
กองทุนทดแทนมีหน้าที่หลักคือพิจารณาจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้ แก่ผู้ประสบภัย โดยผู้ประสบภัยต้องนำหลักฐานต่างๆ ไปยื่นคำร้องที่ กองทุนทดแทนจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 7 วันในกรณีที่ผู้ ประสบภัยจากรถ ไม่สามารถเรียกร้องจากใครได้ ตัวอย่างเช่น ถูกรถที่ไม่มีประกันชนแล้วเจ้าของรถไม่จ่าย,อุบัติเหตุจากรถที่ถูก ชิงทรัพย์,ไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของรถ,ชนแล้วหนี,หรือบริษัทประกัน ไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบเป็นต้น
ขั้นตอนและหลักฐานอะไรที่ใช้ประกอบการยื่นคำร้องที่กองทุน ทดแทน?
1. ไปขอรับค่าเสียหายจากบริษัทที่รับประกันภัยรถที่ทำประกันไว้ ก่อน ซึ่งจะต้องทำเนินการขอรับภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดเหตุ
2. ต้องกรอกแบบคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น กรณียื่นต่อบริษัท หรือที่เรียกว่า บต.3
3. ใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาล
4. สำเนาบัตรประชาชน
5. สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
6. ใบรับคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจาก บริษัทประกันภัย
7. บัตรมรณะภาพ (ในกรณีเสียชีวิต)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








