วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความเสี่ยงภัยคืออะไร มีลักษณะและวิธีจัดการกี่รูปแบบ อะไรบ้าง

     ความเสี่ยงภัย (Risk) หมายถึง โอกาสซึ่งเป็นไปได้ที่สามารถจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติขึ้นโดยไม่เจตนา  โดยเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเสียสูญเสียทั้งในด้านทรัพย์สินหรือร่างกาย และก่อให้เกิดความสูญเสียในรูปตัวเงินที่ไม่เกิดประโยชน์

ลักษณะของความเสี่ยงภัยที่สามารถจะเอาประกันภัยได้ มีดังต่อไปนี้
1. ความเสี่ยงภัยนั้นควรจะต้องเป็นความเสี่ยงภัยที่แท้จริงและเป็นความเสี่ยงภัยจำเพาะ
2. ความเสี่ยงภัยนั้นจะต้องมีหน่วยที่คล้ายคลึงกันเป็นจำนวนมาก
3. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น ต้องเป็นอุบัติเหตุและไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำ โดยเจตนาของผู้เอาประกันภัย
4. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น ต้องสามารถหาสาเหตุและประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินได้
5. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องไม่เป็นมหันตภัย
6. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น ผู้เอาประกันต้องมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย
7. โอกาสที่จะเกิดในตัวความเสียหายต้องสามารถคำนวณหรือประมาณค่าได้

วิธีจัดการกับความเสี่ยงภัย แบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบได้แก่
1. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภัย (Risk avoid)  โดยการพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายนั้น
2. การลดความเสี่ยงภัย (Risk reduction) สามารถทำได้โดยการป้องกันการเกิดความเสียหายโดยกระทำก่อนที่จะมีความเสียหายขึ้น
เช่น - การตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
       - การที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการดับเพลิงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
       - การแยกทรัพย์สิน เช่นการตั้งโรงงานและโกดังไว้คนละสถานที่
3. การรับเสี่ยงภัยไว้เอง (Risk retention)
ได้แก่การรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภัยไว้เอง เนื่องจากภัยบางอย่างอาจจะเล็กมาก จนไม่
จำเป็นต้องหาวิธีจัดการกับความเสี่ยงภัย
เช่น - ความเสื่อมสภาพของวัสดุสำนักงาน
       - การเอาประกันภัยรถยนต์แบบมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายส่วนแรกไม่เกิน 1,000 บาท
4. การโอนความเสี่ยงภัย (Risk transfer)
เป็นวิธีการจัดการกับความเสี่ยงภัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวิธีหนึ่ง ด้วยการโอนความเสี่ยงภัย
เกี่ยวกับความเสียหายทางการเงินและความรับผิดต่าง ๆ ไปให้บุคคลอื่นรับภาระแทน ทำได้ 2 วิธี คือ
4.1 การโอนความเสี่ยงภัยในรูปแบบของการประกันภัย (Insurance transfer)
4.2 การโอนความเสี่ยงภัยไปให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่การประกันภัย (Non-insurance transfer)
เช่น การจ้างบริษัทอื่นทำความสะอาดภายนอกอาคารสูง ๆที่มีความอันตรายสูง




วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

หลักการคำนวณ Loss Ratio (สัดส่วนของค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกันภัย) เบื้องต้น

       ในปัจจุบันธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่รับประกันในด้านความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้น และต้องจัดการกับความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องด้านชีวิต หรือทรัพย์สินของบุคคล ดังนั้นการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นด้วยการถ่ายโอนความเสี่ยง การหลีกเลี่ยง หรือ การรับความเสี่ยงนั้นไว้เอง ทางบริษัทประกันภัยนั้นจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งการประกันภัยนั้นก็มีหลากหลายประเภท   ได้แก่ การประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุเอื้ออาทร การประกันภัยทางทะเล การประกันภัย  อัคคีภัย การประกันภัยรถ เป็นต้น
       
       การประกันภัยแต่ละประเภทก็จะมีรายละเอียดและเงื่อนไขแตกต่างกันไป และ การประกันภัยรถ เป็นการประกันภัยที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แบ่งออกเป็น การประกันภัยรถโดยข้อบังคับแห่งกฎหมาย และ การประกันภัยรถโดยความสมัครใจ ซึ่งกรมธรรม์ภาคสมัครใจนั้นมีรายละเอียดในการกำหนดความคุ้มครองมาก และยากต่อการกำหนดให้เหมาะสมเนื่องจากการกำหนดความคุ้มครองนั้นมีผลต่อค่าเบี้ยประกันภัย และค่าสินไหมทดแทน ดังนั้นหากบริษัทประกันภัยใดสามารถกำหนดความคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสมได้ ผู้บริโภคก็จะได้ซื้อกรมธรรม์ในราคาที่เป็นธรรม และบริษัทประกันภัยก็จะได้อัตราเบี้ยประกันภัยที่เป็นไปตามสภาพความเสี่ยงภัยที่แท้จริงของธุรกิจมากยิ่งขึ้น

    ในปัจจุบันการกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ภาคสมัครใจนั้นจะกำหนดจาก เบี้ยฐานและความคุ้มครอง จากนั้นจะดูค่า Loss Ratio คือ สัดส่วนของค่าสินไหมทดแทนต่อค่าเบี้ยประกันภัย หากค่า Loss Ratio สูงแสดงว่ามีค่าสินไหมสูง ค่า Loss Ratio สามารถหาได้ดังนี้

     [Loss Ratio = (ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นระหว่างปี / เบี้ยประกันภัยที่ถือเป้นรายได้ ) * 100]

      การกำหนดค่าเบี้ยจะดูจากค่า Loss Ratio เป็นกลุ่มรถ เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล
รถบรรทุก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การกำหนดรายละเอียดความคุ้มครองนั้นพอทำได้แต่ไม่ดีนัก แต่ถ้าสามารถกำหนดรายละเอียดความคุ้มครอง ตาม Loss Ratio ของกลุ่มความเสียหายได้ก็จะทำให้การกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยนั้นเหมาะสมยิ่งขึ้น  การกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยรถโดยความสมัครใจนั้นหากกำหนดความคุ้มครองสูง จะทำให้ได้ค่าเบี้ยประกันภัยสูงตามไปด้วย แต่ถ้าเพิ่มความคุ้มครองหรือเบี้ยฐานไม่ถูกส่วนก็จะทำให้ค่าสินไหมทดแทนสูงตามไปด้วย สรุปว่า ค่า Loss Ratio เท่าเดิม และหากกำหนดความคุ้มครองต่ำ ก็จะทำให้ได้ค่าเบี้ยประกันภัยต่ำเช่นกัน เพื่อที่จะสามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ถ้าลดความคุ้มครองหรือเบี้ยฐานไม่ถูกส่วนก็ทำให้ค่าสินไหมทดแทนสูงเท่าเดิม สรุปว่า ค่า Loss Ratio สูงขึ้น แสดงว่าหากเราต้องการเพิ่มหรือลดค่าเบี้ยประกันภัย เราต้องคำนึงถึงการกำหนดเบี้ยฐานหรือความคุ้มครองให้เหมาะสม เพราะหากเรากำหนดไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้ไม่สามารถ ลดค่า Loss Ratio ได้ซึ่งปัจจุบันการกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยนั้นผู้บริหารต้องดูค่า Loss Ratio เป็นกลุ่มรถ ซึ่งในการดูค่า Loss Ratio นั้นต้องใช้รายงานค่าเบี้ยประกันภัย และ รายงานค่าสินไหมทดแทน เพื่อช่วยในการพิจารณาด้วย เพื่อพิจารณากำหนดความคุ้มครองและเบี้ยฐาน และรถแต่ละกลุ่มนั้นมีรายละเอียดต่างกัน ทำให้การพิจารณานั้นใช้เวลานานและอาจไม่เหมาะสม และเมื่อกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยไปแล้วต้องตามดูค่า Loss Ratio อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าค่าเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้นั้นมีค่า Loss Ratio สูงเกินไปหรือไม่ หากค่า Loss Ratio สูง ก็ต้องกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยใหม่อีกครั้ง ดังนั้นหากมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจการกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยจะทำให้การพิจารณากำหนดความคุ้มครองนั้นสะดวกรวดเร็วขึ้นและมีความเหมาะสมที่มากขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย คืออะไร สำคัญอย่างไร ?

กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย คืออะไร สำคัญอย่างไร ?

     กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยนั้นจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีหน้าที่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย หากผู้ประสบภัยไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยหรือเจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัย หรือไม่สามารถเรียกร้องจากที่ใดได้ เช่น รถชนแล้วหนี หรือเจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัยไม่จ่าย ค่าเสียหาย ฯลฯ โดยค่าเสียหายเบื้องต้นที่สามารถจ่ายได้ คือ ค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บตามที่รักษาจริง ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต จำนวน35,000 บาท แต่หากผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บและต่อ มาเสียชีวิตในภายหลัง ผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตจะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่รักษาจริงไม่เกิน 15,000 บาท และ ค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท ซึ่งรวมแล้วไม่เกินจำนวน 50,000 บาท การยนื่ ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจาก กองทุนฯ ผู้ประสบภัยหรือทายาทต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น