วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การแต่งงาน กับ ประกันภัยรถยนต์ มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

1.ทำให้จ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ถูกลง
มีการรายการงานคู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้ว มีสถิติที่จะเกิดอุบัติเหตุต่ำว่าคนที่ไม่แต่งงาน และนั่นส่งผลต่อการคำนวนความเสี่ยงของบริษัทประกัน และย่อมส่งผลต่อเบี้ยประกันที่อาจทำให้คุณจ่ายเบี้ยประกันถูกลงนั่นเอง ดังนั้น หากคุณพึ่งแต่งงานใหม่ ลองปรึกษาบริษัทประกันของคุณดูว่า ในปีถัดไป คุณจะได้ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์หรือไม่ ?

2.รวมประกันรถยนต์ก็สามารถทำได้
บริษัทประกันหลายๆ เจ้า จะลดราคาเบี้ยประกันได้ หากมีการรวมประกันรถยนต์เป็นกรมธรรม์เดียวในกรณีของสามีภรรยา ซึ่งหากคุณมีประวัติการขับขี่ดีทั้งคู่ และไม่มีช่วงเว้นว่างของการไม่ทำประกัน คุณสองคน หากเป็นสามีภรรยากันควรติดต่อเพื่อรวมกรมธรรม์เป็นอันเดียว จะลดราคาได้มาก และหากคุณใช้ประกันรถยนต์คนละเจ้ากัน และเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกที่ไหนดีเวลารวมกันแล้ว หรืออยากจะเลือกเจ้าใหม่ 

3.เมื่อไหร่ที่ไม่ควรรวมกรมธรรม์เป็นอันเดียว
แม้ว่าการรวมกรมธรรม์จะมีประโยชน์ แต่บางกรณีคุณก็ไม่ควรรวม นั่นก็คือ หากไม่คนใดก็คนหนึ่ง มีประวัติการขับขี่ไม่ดี ชนบ่อย เคลมบ่อย จะทำให้เบี้ยแพงขึ้นอยู่ดี และไม่ช่วยอะไร แยกดีที่สุด นอกจากนี้ เบี้ยประกันของคนที่ไม่ได้มีประวัติขับขี่ไม่ดี ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะบริษัทประกัน เวลาพิจารณาความเสี่ยง ยังดูไปถึงคนในครอบครัวอีกด้วย ว่ามีประวัติการขับขี่เป็นอย่างไร จึงยังมีความเสี่ยง ที่เบี้ยประกันของคุณจะไม่ได้ถูกลงหลังแต่งงานนั่นเอง  ส่วนอีกกรณีที่ควรแยกกรมธรรม์กันก็คือ หากคู่ของคุณขับรถที่แพงกว่ามากๆ รถที่แพงกว่า ประกันย่อมแพงกว่า
เพราะฉะนั้นการรวมกันก็ไม่ได้ช่วยอะไร 


ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ควรที่จะทำดีไหม ? ทำแล้วได้อะไร ?

      ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรอะไรๆนั้นก็มีความสะดวกมากและรวดเร็วมากขึ้น แต่อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆนั้นก็สามารถกลับเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมไหนของโลกใบนี้ก็ตาม มีการรายงานของสำนักข่าวที่หนึ่งระบุว่าการเข้ารักษาพยาบาลมากที่สุดเป็นของนักท่องเที่ยว หรือคนที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ คืออุบัติเหตุ เกิดจากความไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวและความไม่เข้าใจในภาษา และวัฒนธรรม รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละที่ หรือบางครั้งก็เป็นความผิดของนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เอง ที่คิดว่ามาท่องเที่ยว จึงใช้ชีวิตอย่างประมาท จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำให้สูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวไว้และอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาทีหลัง

นั่นหมายถึง “ความเสี่ยง” ที่ควรต้องได้รับการจัดการ และวิธีที่เราสามารถจัดการความเสี่ยงนั้นได้ง่าย และค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ก็คือการทำ “ประกันการเดินทาง” เพื่อคุ้มครองคุณ คนที่คุณรัก และคนในครอบครัว ซึ่งประกันการเดินทาง จะคุ้มครองคุณหากเกิดกรณีฉุกเฉินอย่างอุบัติเหตุ เจ็บป่วย กระเป๋าสตางค์หาย โดนขโมย ทริปยกเลิก เที่ยวบินดีเลย์ สิ่งเหล่านี้ หากคุณไม่มีประกันการเดินทางไปด้วย ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด คุณต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่มีค่าชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากคุณมีประกันการเดินทางเอาไว้ คุณจะได้รับความคุ้มครองจากค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่าคิดก็คือ คนส่วนมาก เลือกซื้อประกันการเดินทางที่ถูกที่สุดเพื่อลดต้นทุนตนเอง ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ประกันการเดินทางที่ดีที่สุด โดยคนชอบคิดไปว่า เลือกซื้อประกันการเดินทาง ก็เหมือนการเลือกซื้อประกันรถยนต์ แต่จริงๆ แล้วคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะประกันการเดินทางที่ถูกที่สุด สุดท้ายแล้ว หากเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือไม่สามารถชดเชยความเสียหายในสิ่งที่เกิดขึ้นได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น เงินที่คุณประหยัดในตอนซื้อประกัน กลับทำให้คุณต้องเสียเงินมากกว่าในภายหลังเสียอีก นี่เป็นสิ่งที่จะต้องคิดให้ดีกับการไปต่างประเทศ ที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งคุณต้องศึกษาให้ดี มีคำๆนึงที่่น่ากลัวมากผมจะยกตัวอย่างให้ฟังนั่นก็คือ " เราไม่ประมาทแต่เขาประมาท "

นอกจากนี้ หากคุณเป็นคนที่พกของแพงๆ ไปเที่ยวด้วยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับของคุณผู้หญิง หรือเครื่องมือทันสมัยต่างๆ ของคุณผู้ชาย ประกันการเดินทางราคาถูก คงไม่สามารถคุ้มครองของเหล่านี้ได้ หรือหากคุณเป็นคนที่เล่นกิจกรรมผาดโผน อาทิ สกี บันจี้จัมพ์ คุณควรเช็คดีๆ ว่าประกันการเดินทางที่คุณจะซื้อ คุ้มครองกิจกรรมเหล่านี้ด้วยหรือไม่  " และที่สำคัญคือทุกครั้ง คุณต้องอ่านเงื่อนไขให้ดีว่า อะไรคุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง ยังไง ไม่ใช่ซื้อไว้อุ่นใจไม่ได้อ่านโดนเป่าหู พอเกิดเรื่องขึ้นมาเคลมไม่ได้ เพราะระบุข้อยกเว้นเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยซะงั้น
เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ “ประกันการเดินทาง” ไม่ควรเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง จะทำหรือไม่ก็ได้ แต่ควรเป็นสิ่งที่คุณควรทำ ก่อนไปเที่ยว เพราะมันจะทำให้คุณอุ่นใจตลอดการท่องเที่ยวของคุณ ว่าหากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อย คุณจะได้ไม่แบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว จนทริปหมดสนุก ส่วนประกันการเดินทางของคุณ จะเคลมได้ทุกอย่างครบตามจำนวนที่คุณเคลมหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับทุนประกันที่คุณได้รับนั่นเอง

ผมไม่ได้แช่งใครนะ แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ใครจะรู้ . . . ไม่งั้นหนังสือพิมพ์คงไม่มีข่าวภัยร้ายๆ เกิดขึ้นทุกวันหรอกน้า ฟิ้วววว ~
                                            


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อทำป้ายทะเบียบรถหายหรือชำรุด เราควรทำยังไงดี ?



1.ลองดูว่าหายจริงๆหรือเปล่า อาจจะตกอยู่แถวบริเวณซอยบ้าน ที่ทำงาน
2.ถ้าหายจริงก็ไป สน.เลย เมื่อพบว่าไม่สามารถหาป้ายทะเบียนรถยนต์เจอนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ การบอกกล่าวเรื่องกับทางการหรือเจ้าหน้าที่ และเราหมายถึงตำรวจ อย่ารีรอในการที่จะแวะเวียนไปสน.ใกล้เคียง หรือจุดรับแจ้งเอกสารหายต่างๆ โดยคุณจำเป็นต้องพกบัตรประชาชน พร้อมกับให้รายละเอียดวัน-เวลา สถานที่ ให้ถูกต้อง และอย่าลืม กท.รถของคุณ ว่าตัวอักษรและหมายเลขอะไรที่ถูกต้อง ที่เหลือเจ้าหน้าที่รับทราบและคุณชำระค่าแจ้งความ 20 บาท เท่านั้น
"ป้ายทะเบียนหาย"
3. ได้เวลาทำป้าย ตามกฏหมายแล้วเมื่อป้ายหาย เจ้าของรถมีหน้าที่ในการขอทะเบียนใหม่ในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน นับตังแต่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เราต้องยอมรับว่า ด้วยกระบวนการที่ซับซ้อนนั้น อาจจะทำให้ล่าช้า ดังนั้นในเบื้องต้นให้คุณถ่ายสำเนาใบแจ้งความแล้วพกติดรถไว้เผื่อพี่ตำรวจถามหา จะได้มีหลักฐานยืนยัน

ในระหว่างนั้นให้เราไปติดต่อตามขั้นตอนโดยแยกเป็นกรณีดังนี้
1.รถติดไฟแนนซ์ ถ้ารถคุณยังติดไฟแนนซนั้น ทุกอย่างจะง่ายสำหรับเพื่อนๆ เพราะ เจ้าของรถที่แท้จริงคือไฟแนนซ์ เราทั้งหลายนั้นถือเป็นผู้ครอบครอง ถ้าไม่เชื่อก็เปิดดูในสำเนาทะเบียนรถได้ ครับ เรื่อง่ายๆ เช่นเราก็แค่ติดต่อไปทางไฟแนนซ์ แล้วแจ้งว่าป้ายรถหาย ให้ดำเนินการขอใหม่ให้เรา ซึ่งตามปกติแล้วการขอป้ายใหม่นั้นจะมีค่าธรรมเนียมของป้าย ฉบับละ 100 บาท และมีค่าอากรแสตมป์ 5 บาท ที่เหลือก็เป็นค่าดำเนินการของไฟแนนซ์ ซึ่งโดยมากจะไม่เกิน 1000 บาท แล้วแต่บริษัท
2.รถไม่ติดไฟแนนซ์ ในกรณีรถคุณปลดหนี้มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็วางใจได้มากยิ่งขึ้น และสามารถดำเนืนการได้ด้วยตนเองตามสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งรถของคุณนั้นใช้หมายเลขป้ายทะเบียนอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเขตกรุงเทพฯ ก็ไปได้ที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ 1-5 แล้วแต่ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น แต่ถ้ารถคุณอยู่ตจว.ก็ต้องออกทริปเดินทางไปขอ กัน เพราะระบบออนไลน์จะใช้ได้ในกรณีต่อภาษีเท่านั้น
****ในกรณีไปทำเองนั้นให้เตรียมเอกสารต่อไปนี้ไปด้วย คือ
1.สำเนาเบัตรประชาชน (เจ้าของรถ) + ผู้รับมอบอำนาจ(ถ้ามี)
2.สำเนาทะเบียนบ้าน (เจ้าของรถ)
3.สมุดทะเบียนประจำรถ (ตัวจริง)
4.ใบมอบอำนาจ (กรณีรับมอบอำนาจ)
ส่วนค่าธรรมเนียมนั้นเท่ากับเบื้องต้นคือ ฉบับละ 100 บาท และค่าอากร 5 บาท ซึ่งกรณีใครอยากไปผจญขนส่งด้วยตัวเอง ก็ต้องทำเรื่องกับทางไฟแนนซ์ โดยต้องมีค่ามัดจำเล่มออกมา 3000-5000 บาท แล้วแต่ไฟแนนซ์ ที่เหลือก็เพียงแต่รอป้าย โดยมากจะไม่นานนัก แล้วแต่จำนวนคนที่มาทำ ซึ่งหลายคนมักกังวลว่าป้ายหาจะยุ่งยาก แต่ความจริงง่ายกว่าที่คิดเสียอีก
"ป้ายทะเบียนหาย"
***4.อย่าทำป้ายปลอม มีคนจำนวนไม่น้อยมักจะหาทางเลี่ยงโดยการทำป้ายปลอมเพื่อใช้งาน ซึ่งเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารราชการ มีโทษค่อนข้างรุนแรงทั้งปรับตั้งแต่ 1000-10000 บาท และจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 5 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ยังไงก็คิดให้ดีก่อน หรือใครเก็บป้ายได้นำไปสวมก็ผิดตามข้อนี้เช่นกัน
5.ป้ายกราฟฟิกทำยังไง ใครที่มีเลขทะเบียนสวยๆนั้นก็ไม่ยุ่งยากทุกอย่างยังเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป เพียงแต่คุณต้องเสียค่าป้ายเพิ่มจะฉบับละ 100 บาท เป็นครั้งละ 1200 บาท แต่มาเป็นแพ็คเกจคู่ 2 แผ่น อย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้น ก็ไม่ต้องกังวลใจไป


ทั้งนี้ นี่คือขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อป้ายทะเบียนหาย รู้ไว้ใช่ว่า ใครที่หายแล้วก็รีบจัดการด่วนก่อนพี่หัวปิงปองจะถามหา เพราะ ป้ายหายอนุโลมได้แต่ไม่เกิน 15 วันนะ ตัวเอง ..(ยึดตามกการแจ้งความครั้งแรกครับพี่น้อง)




By centerinsure