วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี

ประกันชีวิต

ในส่วนของประกันแบบออมทรัพย์และประกันแบบบำนาญ เราสามารถนำเบี้ยที่จ่ายในแต่ละปีมาลดหย่อนภาษีได้ครับ โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แปลว่าถ้าคุณมีฐานภาษี 10% จ่ายเบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท คุณสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 10,000 บาทเลย นอกจากนี้ ประกันชีวิตยังมีเงินจ่ายคืนทุก 2 ปี หรือ 3 ปี หรือ 5 ปี และจ่ายคืนให้ก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญาด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว ผลตอบแทนมักจะเป็นบวกครับ (ได้คืนมามากกว่าที่จ่ายออกไป) ดูวิธีคำนวณได้จากบทความเรื่อง “ประกันออมทรัพย์ผลตอบแทนมากกว่า 100% มีจริงหรือ?”
การซื้อประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ จะต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี ควรเป็นกรมธรรม์ที่ไม่พ่วงประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุด้วย เพราะค่าเบี้ยของประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
ชื่อเรียกประเภทกรมธรรม์มักเป็นตัวเลขสองชุด เช่น 15/7 ตัวเลขน้อยกว่าหมายถึงจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ย ตัวเลขมากกว่าหมายถึงจำนวนปีของอายุกรมธรรม์ 15/7 จึงหมายถึงจ่ายเบี้ยติดต่อกัน 7 ปี กรมธรรม์มีอายุคุ้มครอง 15 ปี (ถ้าตายใน 15 ปี ทายาทจะได้รับเงินชดเชย) ควรเลือกกรมธรรม์ที่ตัวเลขสองชุดใกล้เคียงกัน เช่น 15/15 คือจ่ายเบี้ยเท่าระยะเวลาประกัน เพราะถ้าเลือกแบบตัวเลขห่างกัน เช่น 20/5 คือจ่ายเบี้ยแค่ 5 ปี แต่ประกันนานถึง 20 ปี แบบนี้ค่าเบี้ยที่จ่ายไปจะเป็นค่าความคุ้มครองเยอะ ทำให้ผลตอบแทนที่เป็นเงินจ่ายคืนกลับมาน้อยลง และไม่ควรเลือกที่ตัวเลขเยอะมาก เช่น 99/20 เพราะเป็นประกันตลอดชีพ เรามักไม่ได้เงินคืนกลับมาใช้เอง แต่ทายาทเราได้แทน
การจ่ายค่าเบี้ยควรเลือกจ่ายแบบรายปี เพราะการจ่ายรายปีจะได้รับส่วนลดประมาณ 5% เมื่อเทียบกับการจ่ายแบบรายเดือน แต่ก็ต้องมีวินัยในการเก็บเงินด้วย อาจจะใช้วิธีหักจากเงินเดือนทุกเดือนแล้วฝากเข้าบัญชีธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง เช่น ค่าเบี้ยรายปี 90,000 บาท (ถ้าไม่ออมเงินให้ดี อาจทำให้กระอักได้เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าเบี้ย) หรือเฉลี่ย 7,500 บาทต่อเดือน พอได้เงินเดือนมาปุ๊บ ก็หัก 7,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารเลย แบบนี้ทำให้ได้ดอกเบี้ยเป็นของแถมด้วย

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวทางในการวิเคราะห์พิจารณา เมื่อเราตัดสินใจที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

1. มีความจำเป็นเลือกซื้อกับบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือน่าเชื่อถือ คือดูถึงความมั่นคงของบริษัทที่จะสามารถอยู่กับเราได้ไม่ชิงล้มละลายหายตจากไปเสียก่อน
2. ซื้อให้เหมาะกับจำนวนวงเงินที่ต้องการ ไม่ต้องซื้อมากมาย
3. ซื้อให้เหมาะกับความสามารถที่เรามีและสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้อย่างสบายๆ
4. ควรทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์ก่อนซื้อทุกครั้ง
5. ควรจะเปรียบเทียบกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทว่าที่ใดได้ราคาถูกที่สุดความคุ้มครองดีที่สุด ตัวแทนดีที่สุดประวัติดีไม่งี่เง่า และมีโปรโมชั่นหลังการขายดีที่สุด

ปัจจุบันมีแนวคิดในการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสมอยู่ 2 แนวทาง คือ ตามศักยภาพของบุคคล
หรือตามภาระที่บุคคลพึงรับผิดชอบ โดยรายละเอียดในแนวคิดเหล่านั้นเป็นดังนี้
1. คำนวณตามศักยภาพ (Potential Base)
ถึง แม้มูลค่าที่แท้จริงของบุคคล คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดที่คาดว่าเขาจะทำขึ้นมาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือ หรือจนกว่า
จะเกษียณอายุ แต่วงเงินที่คำนวณได้ มักจะสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายเพื่อทำประกันได้ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ
ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงมีการกำหนดว่า บุคคลควรมีวงเงินประกันเท่ากับ 5 เท่าของรายได้ต่อปี เช่น          นาย ก มีเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาท และได้รับโบนัสตอนสิ้นปีอีก 2 เดือน รวมทั้งปีมีรายได้เท่ากับ 700,000 บาท
ดังนั้นทุนประกันที่เหมาะสมจะเท่ากับ 700,000 X 5 = 3,500,000 บาท
สำหรับ เหตุผลที่กำหนดให้มีวงประกันเป็น 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั้น เพราะว่าเวลา 5 ปีเป็นช่วงเวลาที่พอสมควร
ที่คนในครอบครัวจะได้ปรับตัว แม่บ้านที่หยุดทำงานมานานหากต้องออกมาทำงานใหม่ก็พอมีเวลาหางานและฝึกทักษะ การทำงานอีกครั้งหรือจะขยับขยายหาธุรกิจใหม่มาทำ เพื่อทำหน้าที่หารายได้แทนสามีต่อไป
บางตำราบอกว่า ควรให้เวลาครอบครัวปรับตัวถึง 7 ปี แต่รายได้ที่นำมาคำนวณนั้นควรจะคิดเพียง 70 % ของรายได้ต่อปี     เพราะในช่วงที่ผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่นั้นรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปจ่าย ภาษีและค่าใช้จ่ายส่วนตัว เหลือเงินรายได้ในครอบครัวเพียง 70 % ดังนั้น เมื่อเขาไม่อยู่ ก็ให้ใช้ตัวเลขเพียง 70% ของรายได้ในการคำนวณแต่เมื่อคำนวณออกมาเป็นวงเงินประกัน
จะได้เท่ากับ 70 % X 7 = 490 % ของรายได้ต่อปีซึ่งจะใกล้เคียงกับ 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั่นเอง

2. คำนวณตามภาระค่าใช้จ่าย (Need Base)
วิธี นี้ ดูตามความจำเป็นของครอบครัวว่าหากสูญเสียเราไป ครอบครัวยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นไปได้ เราคงอยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว, หนี้สินที่คงค้างอยู่, ค่าเล่าเรียนของลูก ๆ , ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่
รวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายซึ่งได้แก่ค่าฌาปนกิจ
อย่างไรก็ตาม พวกเราแต่ละคนย่อมมีการเตรียมการ หรือมีสมบัติบางส่วนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อรับภาระเหล่านี้บ้าง

ดังนั้น วงเงินประกันที่ต้องการ จะเท่ากับจำนวนเงินที่ยังขาดหลังจากการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปหักจากภาระค่าใช้จ่าย
ทุนประกัน = ภาระ – สินทรัพย์ที่มีอยู่
ภาระได้แก่
1. ค่าใช้จ่ายของครอบครัว คูณด้วยจำนวนปีที่เราอยากให้เขาอยู่ได้ เสมือนว่าเรายังมีชีวิตอยู่
2. หนี้สินที่คงค้างทั้งหมด ไม่ว่าค่าจำนองบ้าน, หนี้รถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต
3. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ตามจำนวนปีที่คาดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
4. ค่าเล่าเรียนของลูกทุกคน จนกว่าเขาจะเรียนจบ
5. ค่าใช้จ่ายในวาระสุดท้ายของเรา ได้แก่ งานฌาปนกิจ เป็นต้น

ขณะที่ทรัพย์สินที่บางท่านอาจมีเตรียมไว้แล้ว เช่น
1. ทุนประกันที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบัน
2. สินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ หลังเราเสียชีวิต
3. กองทุนต่าง ๆ หรือเงินทดแทน ที่บริษัทของเราจ่ายให้เมื่อเสียชีวิต

หากสรุปเป็นสมการใหม่ จะได้ดังนี้
วงเงินประกันชีวิตที่ต้องทำเพิ่ม = รายจ่ายของครอบครัว + หนี้สิน + ทุนการศึกษาลูก + ค่าทำศพ –
วงเงินประกันชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน – สินทรัพย์สภาพคล่องสูง – เงินกองทุนจากบริษัทนายจ้าง

ในกรณีที่เรามีทุนประกันหรือสินทรัพย์รวมกันมากกว่าภาระที่จะเกิดขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม เว้นแต่ว่า
เรายังต้องการให้ทายาทของเรามีทุนรอนเหลือเฟือ เพื่อเขาจะอยู่ได้อย่างสบาย และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่ลูกหลานต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การประกันภัยต่อ (Reinsurance) คืออะไร? หมายถึงอะไร? มี่กี่ประเภท?

     การประกันภัยต่อ (Reinsurance)   หมายถึง การที่ผู้รับประกันภัยตรง (Insurer หรือ Direct Company)
ทำการกระจายความเสี่ยงภัยหรือโอนความเสี่ยงภัยที่รับประกันภัย ไว้ไปยังผู้รับประกันภัยต่อรายอื่น (Reinsurer) ซึ่งอาจเป็นรายเดียวหรือหลายรายก็ได้
1.ทุนประกันภัยในส่วนที่ผู้รับประกันภัยตรงนั้นจะรับผิดชอบความเสี่ยงภัยไว้เอง เรียกว่า Retention
2.ส่วนของความเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัยต่อเรียกว่า  Cession
3.สัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัท ที่โอนความเสี่ยงภัยไปเอา ประกันต่อ Cedding Company กับผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) เรียกว่า Treaty

     การประกันภัยต่อ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1.การประกันภัยต่อตามสัญญา (Treaty Reinsurance)
เป็นการประกันภัยต่อที่มีการทำสัญญาต่อกันระหว่าง Direct company หรือ Ceding Company กับ Reinsurer เป็นการล่วงหน้า จึงต้องรับประกันภัยต่อทุกรายตามสัญญาแบบอัตโนมัติ
2.การประกันภัยต่อเฉพาะราย (Faculative Reinsurance)
ซึ่งเป็นการประกันภัยต่อที่ไม่มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า ทางบริษัทรับประกันภัยต่อจึงอาจตอบรับหรือปฏิเสธการเอาประกันภัยต่อก็ได้ ซึ่งการพิจารณาจะดำเนินการ เป็นรายๆ ไป

     การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยต่อ 
ผู้เอาประกันภัยนั้นสามารถใช้สิทธิ์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงจากบริษัทผู้รับประกันภัยตรง Insurer หรือ Direct company หรือ Cedding company) เท่านั้น โดยบริษัทผู้รับประกันภัยตรงจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่า สินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
และจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนของการ เอาประกันภัยต่อจาก Reinsurer ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานภายในระหว่างบริษัทที่ร่วมรับประกันภัยไว้ ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยตรงจากบริษัท ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) ทุกกรณี