วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวทางในการวิเคราะห์พิจารณา เมื่อเราตัดสินใจที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

1. มีความจำเป็นเลือกซื้อกับบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือน่าเชื่อถือ คือดูถึงความมั่นคงของบริษัทที่จะสามารถอยู่กับเราได้ไม่ชิงล้มละลายหายตจากไปเสียก่อน
2. ซื้อให้เหมาะกับจำนวนวงเงินที่ต้องการ ไม่ต้องซื้อมากมาย
3. ซื้อให้เหมาะกับความสามารถที่เรามีและสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้อย่างสบายๆ
4. ควรทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อยกเว้นของกรมธรรม์ก่อนซื้อทุกครั้ง
5. ควรจะเปรียบเทียบกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทว่าที่ใดได้ราคาถูกที่สุดความคุ้มครองดีที่สุด ตัวแทนดีที่สุดประวัติดีไม่งี่เง่า และมีโปรโมชั่นหลังการขายดีที่สุด

ปัจจุบันมีแนวคิดในการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสมอยู่ 2 แนวทาง คือ ตามศักยภาพของบุคคล
หรือตามภาระที่บุคคลพึงรับผิดชอบ โดยรายละเอียดในแนวคิดเหล่านั้นเป็นดังนี้
1. คำนวณตามศักยภาพ (Potential Base)
ถึง แม้มูลค่าที่แท้จริงของบุคคล คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดที่คาดว่าเขาจะทำขึ้นมาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือ หรือจนกว่า
จะเกษียณอายุ แต่วงเงินที่คำนวณได้ มักจะสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายเพื่อทำประกันได้ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ
ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงมีการกำหนดว่า บุคคลควรมีวงเงินประกันเท่ากับ 5 เท่าของรายได้ต่อปี เช่น          นาย ก มีเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาท และได้รับโบนัสตอนสิ้นปีอีก 2 เดือน รวมทั้งปีมีรายได้เท่ากับ 700,000 บาท
ดังนั้นทุนประกันที่เหมาะสมจะเท่ากับ 700,000 X 5 = 3,500,000 บาท
สำหรับ เหตุผลที่กำหนดให้มีวงประกันเป็น 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั้น เพราะว่าเวลา 5 ปีเป็นช่วงเวลาที่พอสมควร
ที่คนในครอบครัวจะได้ปรับตัว แม่บ้านที่หยุดทำงานมานานหากต้องออกมาทำงานใหม่ก็พอมีเวลาหางานและฝึกทักษะ การทำงานอีกครั้งหรือจะขยับขยายหาธุรกิจใหม่มาทำ เพื่อทำหน้าที่หารายได้แทนสามีต่อไป
บางตำราบอกว่า ควรให้เวลาครอบครัวปรับตัวถึง 7 ปี แต่รายได้ที่นำมาคำนวณนั้นควรจะคิดเพียง 70 % ของรายได้ต่อปี     เพราะในช่วงที่ผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่นั้นรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปจ่าย ภาษีและค่าใช้จ่ายส่วนตัว เหลือเงินรายได้ในครอบครัวเพียง 70 % ดังนั้น เมื่อเขาไม่อยู่ ก็ให้ใช้ตัวเลขเพียง 70% ของรายได้ในการคำนวณแต่เมื่อคำนวณออกมาเป็นวงเงินประกัน
จะได้เท่ากับ 70 % X 7 = 490 % ของรายได้ต่อปีซึ่งจะใกล้เคียงกับ 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั่นเอง

2. คำนวณตามภาระค่าใช้จ่าย (Need Base)
วิธี นี้ ดูตามความจำเป็นของครอบครัวว่าหากสูญเสียเราไป ครอบครัวยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นไปได้ เราคงอยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว, หนี้สินที่คงค้างอยู่, ค่าเล่าเรียนของลูก ๆ , ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่
รวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายซึ่งได้แก่ค่าฌาปนกิจ
อย่างไรก็ตาม พวกเราแต่ละคนย่อมมีการเตรียมการ หรือมีสมบัติบางส่วนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อรับภาระเหล่านี้บ้าง

ดังนั้น วงเงินประกันที่ต้องการ จะเท่ากับจำนวนเงินที่ยังขาดหลังจากการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปหักจากภาระค่าใช้จ่าย
ทุนประกัน = ภาระ – สินทรัพย์ที่มีอยู่
ภาระได้แก่
1. ค่าใช้จ่ายของครอบครัว คูณด้วยจำนวนปีที่เราอยากให้เขาอยู่ได้ เสมือนว่าเรายังมีชีวิตอยู่
2. หนี้สินที่คงค้างทั้งหมด ไม่ว่าค่าจำนองบ้าน, หนี้รถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต
3. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ตามจำนวนปีที่คาดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
4. ค่าเล่าเรียนของลูกทุกคน จนกว่าเขาจะเรียนจบ
5. ค่าใช้จ่ายในวาระสุดท้ายของเรา ได้แก่ งานฌาปนกิจ เป็นต้น

ขณะที่ทรัพย์สินที่บางท่านอาจมีเตรียมไว้แล้ว เช่น
1. ทุนประกันที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบัน
2. สินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ หลังเราเสียชีวิต
3. กองทุนต่าง ๆ หรือเงินทดแทน ที่บริษัทของเราจ่ายให้เมื่อเสียชีวิต

หากสรุปเป็นสมการใหม่ จะได้ดังนี้
วงเงินประกันชีวิตที่ต้องทำเพิ่ม = รายจ่ายของครอบครัว + หนี้สิน + ทุนการศึกษาลูก + ค่าทำศพ –
วงเงินประกันชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน – สินทรัพย์สภาพคล่องสูง – เงินกองทุนจากบริษัทนายจ้าง

ในกรณีที่เรามีทุนประกันหรือสินทรัพย์รวมกันมากกว่าภาระที่จะเกิดขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม เว้นแต่ว่า
เรายังต้องการให้ทายาทของเรามีทุนรอนเหลือเฟือ เพื่อเขาจะอยู่ได้อย่างสบาย และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่ลูกหลานต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การประกันภัยต่อ (Reinsurance) คืออะไร? หมายถึงอะไร? มี่กี่ประเภท?

     การประกันภัยต่อ (Reinsurance)   หมายถึง การที่ผู้รับประกันภัยตรง (Insurer หรือ Direct Company)
ทำการกระจายความเสี่ยงภัยหรือโอนความเสี่ยงภัยที่รับประกันภัย ไว้ไปยังผู้รับประกันภัยต่อรายอื่น (Reinsurer) ซึ่งอาจเป็นรายเดียวหรือหลายรายก็ได้
1.ทุนประกันภัยในส่วนที่ผู้รับประกันภัยตรงนั้นจะรับผิดชอบความเสี่ยงภัยไว้เอง เรียกว่า Retention
2.ส่วนของความเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัยต่อเรียกว่า  Cession
3.สัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัท ที่โอนความเสี่ยงภัยไปเอา ประกันต่อ Cedding Company กับผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) เรียกว่า Treaty

     การประกันภัยต่อ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1.การประกันภัยต่อตามสัญญา (Treaty Reinsurance)
เป็นการประกันภัยต่อที่มีการทำสัญญาต่อกันระหว่าง Direct company หรือ Ceding Company กับ Reinsurer เป็นการล่วงหน้า จึงต้องรับประกันภัยต่อทุกรายตามสัญญาแบบอัตโนมัติ
2.การประกันภัยต่อเฉพาะราย (Faculative Reinsurance)
ซึ่งเป็นการประกันภัยต่อที่ไม่มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า ทางบริษัทรับประกันภัยต่อจึงอาจตอบรับหรือปฏิเสธการเอาประกันภัยต่อก็ได้ ซึ่งการพิจารณาจะดำเนินการ เป็นรายๆ ไป

     การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยต่อ 
ผู้เอาประกันภัยนั้นสามารถใช้สิทธิ์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงจากบริษัทผู้รับประกันภัยตรง Insurer หรือ Direct company หรือ Cedding company) เท่านั้น โดยบริษัทผู้รับประกันภัยตรงจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่า สินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
และจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนของการ เอาประกันภัยต่อจาก Reinsurer ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานภายในระหว่างบริษัทที่ร่วมรับประกันภัยไว้ ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยตรงจากบริษัท ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) ทุกกรณี



วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คำว่า ทุพพลภาพ ความหมายคืออะไรในการประกันภัย มีกี่รูปแบบ ?

      ทุพพลภาพ มีหมายความว่า  การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียภาวะปกติของจิตใจจนไม่สามารถทำงานได้ 

     “ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง” หมายถึง การทุพพลภาพที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่เอาประกันภัย ถึงขนาดไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานใดๆ ในอาชีพประจำหรืออาชีพอื่นได้ โดยสิ้นเชิงตลอดไปอันเป็นผลจากอุบัติเหตุการเจ็บป่วยหรือเชื้อโรค และรวมถึงการสูญเสียสายตา หรือมือ หรือเท้าทั้ง 2 ข้าง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งรวมกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป 
     "การสูญเสียสายตา"        หมายถึง ตาบอดสนิทและไม่มีทางรักษาหายตลอดไป 
     "การสูญเสียมือหรือเท้า" หมายถึง การถูกตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้าหรือสูญเสียสมรรถภาพใน                                                              การใช้งานของอวัยวะนั้นโดยสิ้นเชิง

     "ทุพพลภาพถาวรบางส่วน" หมายถึง ทุพพลภาพถึงขนาดไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพประจำตามปกติได้โดยตลอดไป แต่ทำงานอื่นๆ เพื่อสินจ้างได้ เช่น การสูญเสียความสามารถในการมองเห็น แต่ไม่ถึงขนาดตาบอด ถือเป็น “ทุพพลภาพถาวรบางส่วน” ผู้เอาประกันภัยที่ทุพพลภาพถาวรบางส่วนอาจไม่สามารถทำงานเดิมได้ แต่ยังทำงานอื่นได้ 

     "ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง" หมายถึง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทุกอย่างในการประกอบอาชีพของตนได้ เช่น เป็นพนักงานขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุกระดูกต้นขาหักต้องรักษาโดยการเข้าเฝือก และระยะเวลาที่เข้าเฝือกผู้เอาประกันไม่สามารถทำงานได้ ถือเป็นทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง  โดยมีลักษณะการจ่ายเป็นค่าทดแทนตามจำนวนสัปดาห์ที่อยู่ในระยะทุพพลภาพ

     "ทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน" หมายถึง ความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทำให้ผู้เอาประกันภัยมีอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานบางส่วนในการประกอบอาชีพประจำตามปกติของผู้เอาประกันภัย หรือเป็นผลต่อเนื่องจากการทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครบทุกส่วน โดยมีลักษณะการจ่ายเป็นค่าทดแทนตามจำนวนสัปดาห์ที่อยู่ในระยะทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน


หมายเหตุ  ความคุ้มครองที่ท่านจะได้รับ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในแต่ละกรมธรรม์ และควรดูข้อยกเว้นด้วย เช่น การทำร้ายร่างกายตนเองหรือพยายามจนเกิดทุพลลภาพก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง เป็นต้น
***ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยและการประกันชีวิตทุกครั้ง



ประกันสังคมกับความทุพพลภาพ

  คนพิการ ในความหมายของสำนักงานประกันสังคม  คือ  ผู้ประกันตนทุพพลภาพ
  ซึ่งแพทย์สั่งให้เป็นผู้ทุพพลภาพ  มี  2  กรณีดังนี้
  1. ทุพพลภาพจากการเจ็บป่วย หรือ ประสบอันตราย เนื่องจากการทำงาน   (กองทุนเงินทดแทน)
  2. ทุพพลภาพจากการเจ็บป่วย หรือประสบอันตรายที่ไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน  (กองทุนประกันสังคม)

"กรณีทุพพลภาพ"  
       กรณีทุพพลภาพเนื่องจากการทำงาน ได้รับค่ารักษาพยาบาล  ค่าทดแทน จำนวน  60% ของค่าจ้างรายเดือนในการหยุดพักรักษาตัว (ค่าทดแทน  60%   ของค่าจ้างรายเดือน  ไม่ต่ำกว่า 2,000.-บาท  และไม่เกิน 12,000.-บาทต่อเดือน)  กรณีทุพพลภาพ  เป็นเวลาไม่เกิน  15 ปี 


"กรณีทุพพลภาพ  ที่ไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน"

ต้องจ่ายเงินสมทบ ครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน

สิทธิประโยชน์
1.รับเงินทดแทนการขาดรายได้เดือนละ 50% ของค่าจ้าง ตลอดชีวิต
2.รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ  2,000  บาท
3.เบิกค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์(ตามประเภทและอัตราในประกาศ)
4.หากเสียชีวิต
    - จ่ายค่าทำศพ  40,000  บาท แก่ผู้จัดการศพ
    - จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาท
       = 3 เท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้ ถ้าส่งเงินสมทบครบ 36 เดือน
          ขึ้นไปก่อนทุพพลภาพ
       = สิบเท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้ ถ้าส่งเงินสมทบครบ 10 ปี
          ขึ้นไปก่อนทุพพลภาพ

เอกสารที่ใช้
-แบบ สปส. 2-01/3
-ใบรับรองแพทย์ระบุการทุพพลภาพ
-ประวัติการรักษาจาก รพ.ทุกแห่ง
-แผนที่บ้าน
-ได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ขึ้นทะเบียน
-บัตรประชาชน, บัตรรับรองสิทธิ, บัตรประกันสังคม
-สำเนาสมุดเงินฝากธนาคารหน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี(กรณี
   ขอรับเงินทางธนาคาร)


ยื่นเรื่องภายใน  1  ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ