วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

ตัวแทนประกันชีวิตที่ดี ควรจะเป็นอย่างไร ควรมีคุณสมบัติอย่างไร

     ผมได้สังเกตุเห็นตัวแทนประกันชีวิตหลายคน ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง เกิดจากอะไร? และสาเหตุที่ทำให้คนไทยมีค่านิยมที่ติดลบกับการประกันภัยเพราะเหตุใด ?

ผมไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับในเรื่องนี้

เจอคนตัวแทนขายประกันกี่คน ๆ ก็มัวแต่จ้องเข้ามาเพื่อขายประกันหากมีโอกาส และสังเกตุคนรอบข้างว่า มักจะซื้อประกันเพราะ"ความเกรงใจ"อยู่เสมอๆ และไม่นานมานี้เอง คนที่มาเสนอขายประกันให้นั้นดันกลับกลายเป็นเพื่อนสนิทของเขาเสียเอง  ทำให้ตอนนี้เพื่อนคนที่ขายประกันเนี่ย รู้สึกว่า เพื่อน ๆ จะไม่กล้าเข้าใกล้ ใคร ๆ ก็กลัวว่าจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อเพราะความเกรงใจ . . .
อยากถามเค้ามากเลยว่ามีความสุขดีไหมเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ ? แต่คงถามไม่ได้
เพราะแคร์ความรู้สึกเพื่อนอยู่เหมือนกัน . . .

ก่อนอื่นเลยครับ การประกันภัยนั้นเป็นวิธีที่ เล่นกับความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงมันไม่แน่นอนอาจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ได้ก็ตามแต่ แต่หากสังเกตุจริงๆแล้ว สมัยนี้การประกันชีวิตจะมีมูลค่าการออมทรัพย์พอๆกับการฝากเงินที่ได้"ดอกเบี้ย"ในธนาคาร ซึ่งถ้าเรานำเงินที่ไปออมมาทำประกันเราก็จะมีความคุ้มครงเพิ่มขึ้น มีแต่ได้กับได้ และไม่ขาดทุน

ตัวอย่างเช่น
จะเก็บเงินให้ลูกเรียนจบจนป.โท ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยประมาณ 5 แสนบาท มีเวลาเก็บอีก 19 ปี เอา 5 แสนหาร 19 จะต้องเก็บปีละ 26315 บาท โอเคละ อีก 19 ปีลูกจบโทแน่นอน  แต่ถ้าสมมติว่าพึ่งเก็บเงินได้แค่ 3 ปีละแล้วเสียชีวิต/ทุพลภาพ เข้าใจนะว่าเงิน 78945 มันช่วยอะไรไม่ได้เลย แค่ตั้งหลักได้นิดนึง แต่ประกันอนาคตไม่ได้นะ   นี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมเราควรทำประกันอย่างง่ายๆ และทำไมวงการประกันถึงไม่ตาย มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ


สรุปกันเลยดีกว่า ว่าคนที่เขาทำแบบใช้ใจทำน่ะ ตัวแทนที่ดีเขามีความสุขครับไม่ใช่การเลียประจบประแจง แต่เพราะเขาอยากให้เกิดความสุขแก่ลูกค้าครับ สมมติเวลาที่ลูกค้าต้องเคลมประกันแล้วเอาเช็คไปให้เขาน่ะไปในงานทำบุญของเขาซึ่งทันไม่เกิน 7 วันแน่นอน เงินส่วนนี้ช่วยคนได้หลายๆคนนะ

แต่ถ้าคนที่ทำแค่เอายอด เอาเป้า เอาค่าคอม เขาทำได้ไม่นานหรอกครับ เพราะมันแค่เป็นครั้งคราว พอคนรอบตัวเห็นว่าคนนี้มีแต่จะเอา สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้ อีกทั้งยังทำลายความสัมพันธ์มิตรภาพของตนเองเสียอย่างนั้น   ในทุกอาชีพมันมีศาสตร์และศิลป์ของมันอยู่ครับ

โปรดอย่าเรียกผู้ที่ทำงานสุจริตเหล่านี้ว่า แมลงสาบ เลยครับ  คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่ทำงานด้วยใจก็มีมาก โปรดให้โอกาสเขา วันใดวันนึงถ้าคุณเจอตัวแทนที่ดีคุณจะรู้สีกดีครับเมื่อเกิดภัยมา


1.รับโทรศัพท์ตลอดเวลา หาตัวได้ง่าย
2.โทรเช็คกลับมาหาให้คำปรึกษาเมื่อมีเวลา
3.บริการหลังการขายดีมาก ไม่ใช่ปิดการขายแล้วจบกัน
4.ปรึกษาได้ตลอดเวลา ไม่มีนอกเวลางาน
5.ทีสำคัญ เมื่อมีปัญหาขัดแย้งกับลูกค้าต้องใช้เหตุผลเสมอ

ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกทำประกันชีวิต ตัวแทนสักคนหนึ่งเราต้องลองสืบประวัติเขากับลูกค้าเก่าๆว่ามีประวัติที่ดีหรือไม่ ประวัติบริษัทมีชื่อเสียงอย่างไร อย่าซื้อด้วยความเกรงใจครับ อาจจะเสียใจในภายหลังได้

ผมเชื่อครับถ้าวันใดวันหนึ่งที่ตัวแทนเหล่านี้ไม่ได้ทำตัวแทนประกันชีวิตแล้ว สุดท้ายคุณก็จะได้เพื่อนที่ดี เพิ่มมาอีกคนหนึ่งครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประวัติและความเป็นมาของการประกันภัยในประเทศไทย

ประวัติและความเป็นมาของการประกันภัยในประเทศไทย

ในสมัย กรุงศรีอยุธยา
     ธุรกิจประกันภัยวินาศภัยในประเทศไทยมีกำเนิดในสมัยที่กรุงศรีอยุธยากำลังรุ่งเรืองและมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งอาศัยการขนส่งทางเรือเป็นส่วนใหญ่ จึงมีการประกันภัยทางทะเลเป็นประเภทแรก เริ่มต้นจากระหว่างชาวต่างประเทศด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนการค้าหรือแจ้งต่อรัฐบาลสยามเป็นทางการแต่ประการใด

ในสมัยรัตนโกสินทร์
พ.ศ.2454  ได้มีประกาศกฎหมายที่กล่าวถึงการประกันภัยครั้งแรกคือ
“พระราชบัญญัติลักษณะเข้าหุ้นส่วนและบริษัท
                                     ร.ศ. 130
”
พ.ศ.2471
“พระราชบัญญัติควบคุมการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกแห่งสาธารณชน”
พ.ศ.2510
“พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2510” และ พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510”
พ.ศ.2535 “พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535” “พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535” และ “พระราชบัญญัติ
                     คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535
”

ประวัติและความเป็นมาของธุรกิจการประกันภัยและประกันชีวิตในสมัยอดีต

     มีเรื่องการเกิดปรากฏการในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเกี่ยวกับคนๆหนึ่งชื่อโจเซฟ และมีความอดอยาก ณ ประเทศอียิปต์  ว่าวกันว่า คืนวันหนึ่ง ฟาโรห์ ทรงฝันว่า มีวัวอ้วนเจ็ดตัวกำลังถูกวัวซูปผอมเจ็ดตัวกัดกิน โจเซฟทำนายฝันว่า ประเทศอียิปต์จะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เป็นเวลาเจ็ดปี และหลังจากนั้นจะเกิดความแห้งแล้งสู่ประชาชนจะอดอยากปากแห้งเป็นเวลาอีกเจ็ดปี ดังนั้น จึงทูลเสนอต่อฟาโรห์ให้สะสมธัญญาหารในปีที่สมบูรณ์ไว้สำหรับเลี้ยงประชาชนในปีที่ข้าวยาก-หมากแพง วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นหลักการประกันภัยพื้นฐาน กล่าวคือ เก็บออมตั้งแต่วันนี้ เพื่อไว้ใช้ในอนาคตซึ่งหาความแน่นอนไม่ได้

     ต่อมาในประเทศจีน ประมาณสามพันปีก่อนคริสตกาล พ่อค้าชาวจีนหัวใสได้พัฒนาวิธีการประกันขึ้นสำหรับการขนส่งสินค้าตามลำน้ำแยงซี ซึ่งมีสายน้ำที่เชี่ยวกราก และเพราะว่าเกิดเรือบรรทุกสินค้ามักอับปางอยู่เสมอเนื่องจากมีหินใต้น้ำ และเกาะแก่งที่คดเคี้ยว อันตรายต่อการเดินเรือ มีให้ปรากฏเห็นอยู่เสมอว่าพ่อค้าบางคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะสินค้าได้รับความเสียหายหมด ดังนั้น ด้วยความกลัว พ่อค้าเหล่านั้นจึงหาวิธี "กระจายความเสี่ยงภัย" ออกไป โดยนการนำสินค้าของตนที่ไ้ด้บรรทุกไว้ในเรือลำอื่นหลายลำ เฉลี่ยกันไปจนครบจำนวนหีบห่อสินค้า ซึ่งถ้าเรือลำใดลำหนึ่งจมลงก็หมายความว่า สินค้าของพ่อค้าแต่ละคน สูญเสียเพียงคนละ 1 หีบห่อเท่านั่น ซึ่งวิธีการเช่นนี้เป็นที่มาของการประกันภัยในการกระจายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันภัยแบบในปัจจุบันนั่นเอง

     ต่อมาราวๆ ก่อนศตวรรษที่ 13 และ 14 ปรากฏ มีการประกันทางทะเลกันอย่างแพร่หลายตามเมืองต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สัญญาประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลฉบับแรกของโลกเท่าที่มีปรากฏเป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ คือ ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1347 ออก ให้ ณ เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี "สัญญาประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล"

     ส่วนสัญญาประกันภัยฉบับแรกของอังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เท่าที่ปรากฏตามหลักฐานซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ถึงปัจจุบัน คือ Broke Sea Insurance Policy ปี ศ.ศ.1547 โดยเฉพาะในตลาดการประกันภัย คือ นายเอ็ดเวิร์ดลอยด์ (Edward Lloyd) เจ้าของร้านกาแฟ ที่ทำให้เป็นจุดศูนย์กลางและเกิดวิธีประกันภัยในสมัยนั้น คือเจ้าของเรือ หรือพ่อค้าที่ต้องการซื้อประกันภัยจะทำบัญชีแสดงรายภารทรัพย์สินต่างๆ ที่จะบรรทุกลงเรือใต้รายการเหล่านี้นายธนาคารหรือบุคคลอื่นๆ ที่ประส์จะรับประกันภัยจะลงชื่อพร้อมกับระบุจำนวนเงินที่ตนจะรับเสี่ยง แล้วลงลายมือชื่อไว้ ( และนี่คือที่มาของคำว่า Underwriter ) และเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการเข้ารับเสี่ยงภัย ผู้ลงนามข้างใต้ ( Underwriter ) แต่ละคนจะได้รับค่าตอบแทน เรียกว่า เบี้ยประกันภัย

"ธุรกิจประกันภัยของลอยด์ นับว่าเป็นธุรกิจประกันภัยที่เก่าแก่และใหญ่โตที่สุดในโลก ถือได้ว่าเป็น บิดาแห่งการประกันภัย"


ในช่วงเวลานั้น สัญญาประกันภัยส่วนมาเป็นสัญญาประกันภัยทางทะเล ต่อมาก็ขยายออกไปคุ้มครองการเสียชีวิตของนายเรือและลูกเรือ รวมทั้งพ่อค้าที่คุมสินค้าไปกับเรือ ตลอดจนคุ้มครองจำนวนเงินที่จะเป็นค่าไถ่ตัวเมื่อถูกโจรสลัดจับตัวด้วย

ส่วนกรมธรรม์ประกันชีวิต     ดังที่เรารู้จักกันในขณะนี้ เดิมมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1583 ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายวิลเลี่ยม กิบบอนส์ โดยมีนายริชาร์ด มาร์ติน เป็นผู้รับประโยชน์ วงเงินที่เอาประกัน 400 ปอนด์สเตอร์ลิง และเบี้ยประกันหนึ่งปี 32 ปอนด์สเตอร์ลิง มีผู้ลงชื่อรับประกันชีวิตนายกิบบอนส์ 16 คน และทั้ง ๆ ที่นายกิบบอนส์มีสุขภาพดี และในกรมธรรม์มีคำภาวนาว่า "ขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงคุ้มครอง นายวิลเลี่ยม กิบบอนส์ ให้มีสุขภาพดี และอายุยืนยาว" แต่ก็ปรากฏว่าเขาตายในปีนั้นเอง